ศาลอุดร,ออกหมายจับ, “ขวัญชัย”, เบี้ยว,ฟังฎีกา

ศาลอุดรออกหมายจับ "ขวัญชัย" เบี้ยวฟังฎีกา

ศาลอุดรออกหมายจับ “ขวัญชัย” เบี้ยวฟังฎีกา

ศาลจังหวัดอุดรธานี ออกหมายจับ “ขวัญชัย ไพรพนา” ไม่มาฟังอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นัดอีกครั้ง 28 มิ.ย.2559 เวลา 09.00 น.

ที่ศาลจังหวัดอุดรธานี ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ โจทก์ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ขวัญชัย ไพรพนา หรือจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน หลังจำเลยที่ 1 ไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี พฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จะหลบหนีจึงออกหมายจับ เพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาต่อไป และหาก นายประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 1 ต่อศาลภายในกำหนดนัดถือว่านายประกันผิดสัญญาประกัน โดยจะมีการปรับนายประกันเต็มสัญญาประกัน

ทั้งนี้ มีหมายแจ้งให้นายประกันชำระค่าปรับต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหมายศาล พร้อมให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปในวันที่ 28 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

น้ำทะเล,ประจวบฯ,ลด,ชาวบ้าน,แห่,ขุดหาหอย

น้ำทะเลประจวบฯลดชาวบ้านแห่ขุดหาหอย

น้ำทะเลประจวบฯลดชาวบ้านแห่ขุดหาหอย

น้ำทะเลประจวบคีรีขันธ์ลด ชาวบ้านแห่ขุดหาหอยนานาชนิด สร้างรายได้เสริมช่วงมรสุม

ที่บริเวณค่ายลูกเสือชุมชนเขาตาม่องล่าย ชายหาดทะเลอ่าวประจวบ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ น้ำทะเลได้ลดลงไปมากทำให้ชายหาดเกิดเป็นเลนยาวออกจากชายฝั่งกว่า 200 เมตร ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงจึงได้ออกหาหอยหลากชนิดที่มีเป็นจำนวนมากไปประกอบอาหารและส่งจำหน่ายในท้องตลาด โดยชาวบ้านทั้งชายและหญิงได้ใช้อุปกรณ์ คือ ทัพพีสแตนเลสครูดทราย เหล็กปลายแหลม และมือเปล่าควานหาหอยบนพื้นทรายปนดินโคลน ที่มีน้ำขังเล็กน้อย

ด้าน นางสินีนาถ ลาบหลาย วัย 48 ปี เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพรับจ้างเป็นลูกเรือประมง ในช่วงนี้มีลมพายุพัดแรงเข้ามาทำให้นายจ้าง ซึ่งเป็นเจ้าของเรือหยุดกิจการเพื่อนำเรือเข้าฝั่งหลบพายุตามเกาะแก่งต่าง ๆ ที่สามารถบังคลื่นและลมได้ จึงทำให้ลูกจ้างขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ ต้องออกมาหาหอย จำพวกหอยแครง หอยกลีบหมูกลีบหมา หอยกระทิ หอยไฟไหม้ และหอยเม็ดขนุน นำกลับไปประกอบอาหาร โดยหอยที่จับมาได้ส่วนหนึ่งนำไปขายกิโลกรัมละ 20 – 40 บาท ถือเป็นการหารายได้เสริมที่ดีอย่างหนึ่งในช่วงนี้

โคราช,วอนช่วย,น.ร.เรียนดี,ขาดทุนการศึกษา

โคราชวอนช่วยน.ร.เรียนดีขาดทุนการศึกษา

โคราชวอนช่วยน.ร.เรียนดีขาดทุนการศึกษา

พบเด็กหญิง ป.6 เรียนเก่ง ที่โคราช คิดลาออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะพ่อแม่พิการทั้งคู่ วอนช่วยเหลือ

พบนักเรียนหญิง ชั้น ป.6 โรงเรียนอ่างหนองแหนประชาสามัคคี ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีผลการเรียนดี แต่ครอบครัวยากไร้ เนื่องจากพ่อและแม่ เป็นผู้พิการทั้งคู่ ประกอบกับตกงานไม่มีรายได้ และครอบครัวติดหนี้สินจำนวนมาก ทำให้เด็กนักเรียนประสบกับปัญหาหลายด้าน จนต้องตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนก่อนจบ ป.6 เพื่อไปรับจ้างช่วยเหลือครอบครัว

ด้าน น.ส.มัลลิกา มีศิลป์ ผอ.ของโรงเรียนดังกล่าว เปิดเผยว่า นักเรียนคนนี้มีชื่อว่า ด.ญ.ขวัญหล้า เปี่ยมพร้อม หรือ น้องขวัญ อายุ 12 ปี เด็กนักเรียนชั้น ป.6 ซึ่งมีผลการเรียนดีมาโดยตลอด แต่เมื่อช่วงเปิดเทอมสัปดาห์ที่แล้ว น้องขวัญได้มาแจ้งครูประจำชั้นว่าอยากลาออก เพื่อไปรับจ้างหาเงินช่วยเหลือครอบครัว โดยเด็กต้องอาศัยอยู่ในบ้านพักของสมาคมผู้พิการ กับ นางสมพร รักไทย ผู้เป็นแม่ และพ่อ คือนายสมควร เปี่ยมพร้อม โดย นางสมพร เปิดเผยว่า ขณะนี้ครอบครัวต้องพึ่งพาตนเพียงคนเดียว เป็นเหมือนเสาหลัก เนื่องจากสามีพิการทั้งแขนและขา ทำงานอะไรไม่ได้ ขณะที่ตนก็ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเงินเดือนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อได้เงินเดือนมาก็ต้องแบ่งไปใช้หนี้สินเกือบหมด เหลือใช้ในครอบครัวเพียงเดือนละ 2,000 บาท

ด้านน้องขวัญ เล่าว่า ตนนั้นมีความใฝ่ฝันอยากจะเรียนให้จบชั้นปริญญาตรี แต่ทนเห็นความลำบากของพ่อแม่ที่พิการทั้งคู่ไม่ได้ จนหลายครั้งคิดอยากจะลาเรียน เพื่อมาทำงานรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อแม่รู้ก็จะกอดตนร้องไห้ และบอกว่าให้ตั้งใจเรียนให้ถึงที่สุด เพราะน้องขวัญคือความหวังสุดท้ายของครอบครัว สำหรับผู้ใจบุญที่ต้องการช่วยเหลือทุนการศึกษา ด.ญ.ขวัญหล้า เปี่ยมพร้อม สามารถโอนเงินช่วยเหลือมาได้ ที่บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ชื่อบัญชี น.ส.สมพร รักไทย เลขบัญชี 694-0-12547-7 หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 098-2210830

วัดพระธรรมกาย,ถ่ายสด,พระธัมมชโย,นอนอาพาธจริง

วัดพระธรรมกายถ่ายสดพระธัมมชโยนอนอาพาธจริง

วัดพระธรรมกายถ่ายสดพระธัมมชโยนอนอาพาธจริง

วัดพระธรรมกาย พาสื่อมวลชนเยี่ยมอาการอาพาธของ พระธัมมชโย ภายในเขตสังฆาวาส พร้อมโชว์วิดีโอ แสดงความบริสุทธิ์ ยัน พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย พาสื่อมวลชนพิสูจน์ ว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย มีอาการอาพาธจริง เเละยังคงอยู่ภายในวัดไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศตามที่มีกระเเสข่าวเเต่อย่างใด โดยพระธัมมชโย นั้น ได้พักรักษาตัวอยู่ที่อาคารพักฟื้น ภายในเขตสังฆาวาส วัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ เนื่องจากพระธัมมชโย มีเเผลติดเชื้อ ทางวัดจึงจัดให้สื่อมวลชนรออยู่ด้านนอก โดยดูจากหน้าจอที่จัดไว้ 2 จอ เป็นภาพจากกล้องที่ติดตั้งอยู่ภายใน

ทั้งนี้ เพื่อเเสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ ว่า ไม่ได้มีการจัดฉากหรือบันทึกภาพไว้ก่อนหน้า นายองอาจ ได้ให้สื่อมวลชนเขียนข้อความลงบนกระดาษ ก่อนเดินเข้าไปในห้องปลอดเชื้อ พร้อมโชว์ข้อความที่สื่อมวลชนเขียนต่อหน้ากล้อง เเละเปิดผ้าห่มที่คลุมขาพระธัมมชโยออก เผยให้เห็นขาที่มีอาการบวมและมีสีม่วงคล้ำ

ภายหลังจากที่ นายองอาจ ได้ออกมาจากห้อง ได้กล่าวว่า พระธัมมชโยฝากคำอวยพรมายังทุกคน อีกทั้งกล่าวว่าพระธัมมชโย พร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย เเต่ได้ร้องขอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มาพบที่วัดเเทน เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปพบได้เพราะมีอาการป่วย

วัดพระธรรมกายพร้อมให้DSIแจ้งข้อหาพระธัมมชโย25พ.ค.นี้

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย แถลงจุดยืนกรณีศาลออกหมายจับ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามคำร้องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในคดีฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งยืนยันว่าพระธัมมชโย เคารพกระบวนการยุติธรรมและยินดีทำตามกฎหมาย แต่พระธัมมชโยอาพาธ ด้วยอาการหลอดเลือดดำอุดตันทั้งสายหลักและสายรองที่ขาซ้าย ทำให้ต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่วัด ไม่ได้หลบหนีไปที่ใด และไม่ได้ออกจากวัดมานานกว่า 8 ปีแล้ว ซึ่งหลังมีหมายจับ ทางวัดพระธรรมกายไม่มีนโยบายจะใช้พลังมวลชนต่อต้านกระบวนการทางกฎหมาย โดยพระธัมมชโยจะทำหนังสือแจ้งถึงดีเอสไอ ว่ารับทราบการออกหมายจับแล้ว และพร้อมจะให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาได้ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยไม่ต้องรอตามกำหนด คือ วันที่ 26 พฤษภาคม ซึ่งพระธัมมชโยมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

วัดพระธรรมกายปัดล่ารายชื่อลูกศิษย์ขอลี้ภัยให้พระธัมมชโย

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า จากนี้ไปจะทำหนังสือเเจ้งไปยังกรมสวนสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้ส่งเจ้าพนักงานมาเเจ้งข้อกล่าวหา พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย ที่วัดพระธรรมกาย ได้ในวันที่ 25 พ.ค. เนื่องจาก พระธัมมชโย มีอาการอาพาธ ไม่สามารถเดินทางไปพบดีเอสไอได้ โดยไม่ต้องรอให้ถึงเส้นตายในวันที่ 26 พ.ค.

นอกจากนี้ นายองอาจ ได้ปฏิเสธเเละชี้เเจงถึงกระเเสข่าวต่างๆ ว่า กรณีการล่ารายชื่อของลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเพื่อขอลี้ภัยให้ พระธัมมชโย นั้นไม่เป็นความจริง เเต่การรวมลงชื่อเพื่อส่งไปยังทำเนียบขาวนั้นเกิดขึ้นจริงเพราะลูกศิษย์วัดพระธรรมกายที่อาศัยอยู่ในรัฐฟอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้เริ่มต้น เนื่องจากเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถกระทำได้

ส่วนกรณี ใบรับรองเเพทย์ยืนยันว่าถูกต้อง อีกทั้งยังปฎิเสธเรื่องพาสปอตเเละวีซ่าของ พระธัมมชโย พร้อมขอผู้ที่กุข่าวลวง ให้หยุดการกระทำดังกล่าว เเละได้ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่กุข่าวดังข้างต้นนั้น เพียงเพื่อไม่ต้องการให้ พระธัมมชโย ได้รับการประกันตัว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พระธัมมชโย ยังเป็นเพียงผู้ถูกล่าวหา ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผิด นายองอาจ จึงขอทุกคนอย่าตัดสินไปล่วงหน้า

พระธัมมชโยเคารพกระบวนการยุติธรรมมั่นใจบริสุทธิ์

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย อ่านเเถลงการณ์จุดยืนวัดพระธรรมกาย หลังจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ขอหมายจับพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย โดยแถลงการณ์ มีดังนี้ พระธัมมชโย เคารพกระบวนการยุติธรรมเเละยินดีปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขณะนี้ พระธัมมชโย อาพาธเเละพักฟื้นอยู่ภายในวัด ซึ่งมีอาการหลอดเลือดดำอุดตันทั้งสายหลักเเละสายรองที่ขาด้านซ้าย ส่งผลให้มีอาการปวดบวม ต้องนอนยกขาสูง ไม่สามารถออกเดินทางได้ นอกจากนี้ วัดพระธรรมกายไม่มีนโยบายใช้มวลชนมาต่อต้านกฎหมาย โดยหลังจากนี้วัดพระธรรมกายจะได้ทำหนังสือเเจ้งไปยังดีเอสไอ ให้มาเเจ้งข้อกล่าวหาแก่ พระธัมมชโย ที่วัดได้ในวันที่ 25 พ.ค. ซึ่งหากมีการเเจ้งข้อกล่าวหาเเล้ว พระธัมมชโย มั่นใจในความบริสุทธิ์เเละเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันให้สามารดำเนินการไปได้ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ย่อมเป็นผลดีกว่าการมีทิฐิ จนเกิด เหตุบานปลาย

แถลงการณ์จุดยืนวัดพระธรรมกาย

ตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ขอออกหมายจับพระเทพญาณมหามุนี วัดพระธรรมกายขอเรียนชี้แจงดังนี้

1. พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เคารพกระบวนการยุติธรรมและยินดีปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย

2. ขณะนี้พระเทพญาณมหามุนีท่านอาพาธต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ไม่ได้หลบหนีไปที่ใดทั้งสิ้น โดยอายุและภาวะสุขภาพของท่านซึ่งอ่อนแอมากก็ไม่สามารถเดินทางไกลได้ ท่านจึงไม่เคยเดินทางออกจากวัดมาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว ไม่ใช่มาแกล้งป่วยในช่วงนี้ ถ้าไม่ใช่อาพาธมากจริงๆคงไม่มีใครไม่เดินทางออกนอกวัดเลยถึง 8 ปีอย่างนี้ ที่มีบางท่านปล่อยข่าวว่าท่านจะหลบหนีไปต่างประเทศนั้น จึงไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าฝืนเดินทางไปอย่างนั้น ท่านก็คงมรณภาพกลางทางไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

3. อาการหลอดเลือดดดำอุดตันทั้งสายหลักและสายรองที่ขาซ้ายของท่านเป็นมาก จนกระทั่งเมื่อลุกขึ้นนั่งเพียงเวลาสั้นๆ 3-4 นาที ขาก็จะบวมมากขึ้นตามลำดับและปวดมาก เพราะเมื่ออยู่ในท่านั่งหลอดเลือดดำบริเวณขาหนีบก็จะถูกกดทับเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ยากขึ้น ต้องนอนยกขาสูงกว่าระดับหัวใจเพื่อประคับประคองอาการ ขนาดเส้นรอบวงของโคนขาซ้าย = 86 ซม. โคนขาขวา = 46 ซม. ใหญ่กว่ากันเกือบ 2 เท่า

4. วัดพระธรรมกายไม่มีนโยบายจะใช้พลังมวลชนมาต่อต้านกระบวนการทางกฎหมาย ดังจะเห็นได้จากขณะที่มีการออกหมายจับ มีผู้นำอุบาสิกาแก้วจำนวน 50,000 กว่าคนมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ทุกคนก็สวดมนต์นั่งสมาธิตามปกติ เมื่อเสร็จงานวันวิสาขบูชา ต่างก็เดินทางกลับภูมิลำเนาตามกำหนดการ

5. เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายสามารถดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย พระเทพญาณมหามุนี จะได้มีหนังสือแจ้งไปทางราชการว่า ท่านได้รับทราบเรื่องหมายจับแล้ว และขณะนี้ท่านพักรักษาตัวอยู่ที่วัดพระธรรมกาย จึงแจ้งมายังเจ้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้เดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาได้ในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2559 โดยไม่ต้องรอถึงเส้นตายวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2559 ตามที่ดีเอสไอได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ ทางวัดจะอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการที่ปรึกษา และคณะสื่อมวลชนที่จะมาทำข่าว โดยไม่มีมวลชนมาขัดขวางใดๆทั้งสิ้น

6. เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว กระบวนการยุติธรรมก็จะได้ดำเนินไปตามลาดับอีกหลายขั้นตอน ทั้งดีเอสไอ อัยการ ศาล ซึ่งพระเทพญาณมหามุนีมั่นใจในความบริสุทธิ์ของท่านว่าจะได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมในที่สุด

7. การร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ให้กระบวนการตามกฎหมายสามารถดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อยเช่นนี้ เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และเป็นผลดีต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองตามนโยบายของรัฐบาลมากที่สุด ดีกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างถือทิฐิดึงดัน จนกระทั่งถึงกำหนดวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2559 แล้ว เจ้าหน้าที่นำกำลังจำนวนมากพร้อมรถหุ้มเกราะบุกมาตรวจค้นจับตัวท่าน ซึ่งศิษยานุศิษย์จำนวนมากก็ย่อมเป็นห่วงและเดินทางมารวมตัวกันที่วัด หากมีมือที่สามสอดแทรกเข้ามาก็อาจทำให้เหตุการณ์บานปลายได้ เสียหายต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและประเทศชาติไปทั่วโลก

จึงเจริญพรมาเพื่อทราบถึงจุดยืนและท่าทีของพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกายโดยทั่วกัน

พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวังโส
ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย
22 พฤษภาคม 2559

แจ้งความ, “ไฮโซมังคุด”, ฉ้อโกง ,ปมซื้อที่ดิน,ย่านทองหล่อ

แจ้งความ "ไฮโซมังคุด" ฉ้อโกง ปมซื้อที่ดินย่านทองหล่อ

แจ้งความ “ไฮโซมังคุด” ฉ้อโกง ปมซื้อที่ดินย่านทองหล่อ

อดีตรอง ผกก.ตำรวจสันติบาล 2 พาเพื่อนเข้าแจ้งความ “ไฮโซมังคุด” คดีฉ้อโกง หลังซื้อที่ดินย่านทองหล่อ แต่หนีชำระอีกกว่าร้อยล้านบาท

เมื่อวันที่ (22 พ.ค.) พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับตำรวจสันติบาล ได้พา นายธนะสิทธิ์ พลอยพรหมมาศ ซึ่งเป็นเพื่อนที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 439 ตารางวา ย่านทองหล่อ แจ้งความกับตำรวจ สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินคดีกับ นางสาววงศ์ชนก ชีวะศิริ หรือ ไฮโซมังคุด อดีตเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ในข้อหายักยอกและฉ้อโกงทรัพย์

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากหลังมีการตกลงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นเงินทั้งสิ้น 329,250,000 บาท โดยได้ทำการชำระแล้ว 189,250,000 บาท ยังเหลืออีกจำนวน 140,000,000 บาท ยังไม่ทราบว่าจะได้รับ

พ.ต.ท.สันธนะ เปิดเผยว่า พฤติกรรมของไฮโซคนดัง น่าจะเข้าข่ายฉ้อโกง เนื่องจากตั้งแต่มีการตกลงซื้อขายที่ดินกัน ไฮโซมังคุดได้วางเงินมัดจำงวดแรก 30,000,000 บาท ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2558 ได้ชำระงวดที่สอง 159,250,000 บาท โดยฝ่ายไฮโซมังคุดระบุว่า จะโอนส่วนที่เหลือให้ในวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์กัน แต่ต่อมาในเดือนมกราคม 2559 พยายามติดต่อกับอีกฝ่าย เพื่อให้มารับรองกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ แต่ปรากฏว่าก็ยังไม่สามารถติดต่อกับอีกฝ่ายได้อีกเลย

ขณะที่ทางด้าน ไฮโซมังคุด ได้โพสต์ข้อความชี้แจงบนเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ชี้เป็นการหักหลังกันเองของหน้านายที่ดิน 2 คน กรณีนี้เป็นการเอาที่ดินที่ยังมีผู้เช่าอยู่มาขาย แต่เมื่อผู้เช่ายังไม่ยอมไป จึงได้ขอให้ย้ายออกในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เมื่อผู้เช่ารายนี้ย้ายออกไปทุกอย่างก็จะจบลง

4 วิธีเตรียมตัว,ขออนุมัติบัตรเครดิต,ให้ผ่านฉลุย

4 วิธีเตรียมตัวขออนุมัติบัตรเครดิตให้ผ่านฉลุย

4 วิธีเตรียมตัวขออนุมัติบัตรเครดิตให้ผ่านฉลุย

หลายคนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงานและมีเงินเดือนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ก็จะสามารถทำบัตรเครดิตได้ แต่ก็อีกหลายคนที่อยากมีบัตรเครดิต แต่ไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีทำให้ไม่ผ่านการอนุมัติบัตรเครดิต หรืออนุมัติด้วยวงเงินที่น้อย ถึงแม้แต่ละธนาคารอยากได้ลูกค้าเพิ่มมากเพียงใด แต่ถ้าหากประวัติคุณไม่ดี ธนาคารก็อาจไม่อนุมติบัตรเครดิตให้คุณ เราจึงควรเตรียมตัวให้ดี ก่อนยื่นเรื่องขอบัตรเครดิต รับรองว่าทำได้ตามนี้ได้บัตรเครดิตมาใช้สมใจ

1.มีประวัติการเงินที่ดีและตรวจสอบได้
ธนาคารเมื่อได้รับใบยื่นแสดงความต้องการขอบัตรเครดิตของคุณ แน่นอนเค้าจะทำการเซ็ครายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการเงินของคุณ แล้วถ้าหากประวัติไม่ดี มีภาระหนี้สินมาก หรือผิดนัดชำระหนี้บ่อยๆ การขอบัตรเครดิตของคุณก็จะยาก และไม่ผ่านการอนุมัติ คุณควรเตรียมประวัติการเงินที่ดีก่อนยื่นขอบัตรเครดิต รีบใช้หนี้สินที่มีอยู่ให้หมด หรือไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้บ่อยๆ ชำระหนี้ให้ตรงเวลา ธนาคารจะชอบประวัติการเงินที่ดูสะอาดเหมาะสมแบบนี้

2.จ่ายหนี้ตรงเวลาสร้างเครดิต
หากเรามีหนี้สินจากการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีการกู้ยืมกับสถาบันการเงินที่อยู่ในระบบ หนี้เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยชั้นดีให้การขออนุมัติบัตรเครดิตของคุณนั้นง่ายขึ้นมาก หากธนาคารได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นหนี้ที่มีประวัติดี แต่จะง่ายแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการชำระหนี้ของคุณ ว่าตรงเวลา ไม่ผิดนัดชำระหรือไม่ เมือคุณยื่นขอบัตรเครดิต ข้อมูลเหล่านี้จะถูกตรวจสอบโดยอัตโนมัต ว่าจะให้คุณผ่านหรือไม่ แต่ถึงแม้จะมีการชำระหนี้ที่ดี แต่มีหนี้สินมากเกินไป บางทีก็อาจไม่ผ่านการขอบัตรเครดิตก็ได้

3.สลิปและบัญชีเงินเดือน
อีกสิ่งที่สำคัญต่อการขออนุมัติบัตรเครดิต ก็คือสลิปเงินเดือน และรายการบัญชีย้อนหลังของคุณ ธนาคารต้องการความมั่นใจว่าคุณเป็นบุคคลผู้มีรายได้สม่ำเสมอ มีการงานที่มั่นคง หรือแปลง่ายๆว่ามีความสามารถในการชำระหนี้เมื่อมีการเรียกเก็บจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของคุณ คุณควรเตรียมสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน หรือสลิปเดือนล่าสุด และบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนให้พร้อม ก่อนยื่นขอบัตรเครดิต และบางแห่งอาจจะต้องการประวัติระยะเวลาการทำงานของคุณว่าทำงานมานานเกิน 2 ปีหรือไม่ในบริษัทปัจจุบัน

4.ขอหนังสือรับรองจากบริษัทไว้ด้วย
หากบริษัทที่คุณทำงานอยู่เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง หรือไม่มีชื่อเสียงก็ตาม แต่เป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ คุณควรจะขอหนังสือรับรองจากบริษัทไว้ก่อน บางธนาคารอาจต้องการเอกสารเรื่องนี้ประกอบการยื่นเรื่องทำบัตรเครดิต หรือแนบเพิ่มไปด้วยเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณมีงานทำจริง และไม่มีประวัติด่างพร้อยกับที่ทำงาน ในหนังสือรับรองอาจเป็นหนังสือรับรองการทำงานและหนังสือรับรองเงินเดือนของคุณ ลองสอบถามไปที่แผนกพนักงานสัมพันธ์ของบริษัทหรือหัวหน้างาน เพื่อขอหนังสือรับรองเตรียมไว้ด้วย

หากคุณมีความพร้อมทั้งสี่ข้อ ที่เหลือก็แค่เตรียมเอกสารที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินร้องขอประกอบการทำบัตรเครดิตให้ครบ แล้วทำการยื่นเรื่องกลับไป รอให้ธนาคารตรวจสอบประวัติการเงินของคุณ และเอกสารแสดงตัวตนต่างๆให้แล้วเสร็จ หากคุณเตรียมมาดีไม่นานคุณก็จะได้บัตรเครดิตมาครอบครองสมใจ แถมอาจได้วงเงินที่สูงกว่าที่คุณคาดไว้ด้วย และสิ่งสำคัญเมื่อได้บัตรมาแล้ว ก็ใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ใช้จ่ายเกินตัว จนเป็นหนี้ดอกเบี้ยท่วมหัว เพราะทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โปรดใช้สติ การตัดสินใจที่ดีก่อนรูดบัตรนะครับ

ตรวจสอบด่วน,เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็ม,เป็น, บัตรชิป, ต้องเสียค่าทำหรือไม่..?

ตรวจสอบด่วน เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็น บัตรชิป ต้องเสียค่าทำหรือไม่..?

ตรวจสอบด่วน เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็น บัตรชิป ต้องเสียค่าทำหรือไม่..?

ภาพประกอบจาก www.springnews.co.th

หลังจากถึงกำหนดให้ลูกค้าธนาคารที่ใช้บัตรเอทีเอ็ม แบบแถบแม่เหล็ก เปลี่ยนไปใช้ บัตรแบบใหม่ ซึ่งเป็นบัตรเดบิตแบบชิป ที่มีความปลอดภัยมากกว่า และ รองรับระบบอีเพย์เม้น หรือระบบชำระเงินออนไลน์ ในอนาคต โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา และให้เปลี่ยนบัตรที่มีอยู่ประมาณ 60 ล้านใบให้เสร็จในปี 2562

ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ และ มีความสงสัยว่าจะต้องไปเปลี่ยนหรือไม่ และจะเสียเงินในการเปลี่ยนบัตรใหม่หรือไม่ และ มีค่าธรรมเนียมอะไรหรือไม่อย่างไร..

จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า ขณะนี้ธนาคารต่างๆประกาศความพร้อมในการเปลี่ยนบัตรตามนโยบาย แต่ การประชาสัมพันธ์ และให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนบัตรมีค่อนข้างน้อย ไม่มีการเปิดเผยว่าในการเปลี่ยนบัตรครั้งนี้จะต้องเสียเงิน หรือว่าสามารถเปลี่ยนฟรีมากนัก ทำให้ยังมีความสับสนกันพอสมควร

และจากที่สำรวจพบว่า มีทาง ธนาคาร ไทยพาณิชย์ ที่มีการแจ้งในเพจของธนาคารชัดเจนว่า ลูกค้าของธนาคารสามารถนำบัตรแบบเดิมไปเปลี่ยนได้ฟรี จนถึงวันที่ 31กรกฎาคม 2559 ซึ่งเท่ากับว่า หลังวันที่ 31 กรกฎาคมไปแล้วจะมีการคิดค่าธรรมเนียมสำหรับทำบัตรใหม่

ส่วนทางธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศความพร้อมโดยมีการเปลี่ยนบัตรเป็น 3 แบบ คือ บัตรเดบิต K-Debit card บัตรเดบิต K-My Play บัตรเดบิต K-Max Plus

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจเปลี่ยนบัตรเดบิตจากแบบแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด สามารถติดต่อที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาทั่วประเทศได้ตั้งแต่วันนี้ โดยจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า และเสียเฉพาะค่าธรรมเนียมรายปีตามประเภทของบัตร

 

ด้าน ธนาคาร กรุงเทพ ได้ประกาศ เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ แบบแถบแม่เหล็ก เป็นบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท โดย ฟรี! ค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทน* ที่ธนาคารกรุงเทพทุกสาขาทั่วประเทศ วันนี้ – 31 ธ.ค. 59 แต่มีเงื่อนไขมากมายดังนี้
๐ธนาคารยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทนเฉพาะกรณีการขอออกบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทดแทน
๐บัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรบีเฟิสต์ แบบแถบแม่เหล็ก โดยไม่ใช่กรณีที่บัตรหาย ลืมรหัส เปลี่ยนแปลง
ข้อมูลบัตร หรือบัตรชำรุด
๐บัตรที่สมัครในเขตนครหลวง สามารถติดต่อขอออกบัตรทดแทนได้ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาในเขตกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลที่ท่านสะดวก สำหรับบัตรที่สมัครในเขตต่างจังหวัด สามารถติดต่อขอออกบัตรทดแทนได้ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาในเขตต่างจังหวัดที่ท่านสะดวก
๐กรณีขอออกบัตรทดแทนเนื่องจากบัตรหาย ลืมรหัส เปลี่ยนแปลงข้อมูลบัตร หรือบัตรชำรุด ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทน 100 บาท ต่อบัตร
ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมตามอัตราที่ธนาคารประกำหนดกรณีที่ลูกค้าขอออกเป็นบัตรประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท เช่น บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิทศิริราช

ส่วน ธนาคารกรุงไทย มีการยืนยันว่า สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ถือบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ซึ่งมีจำนวนกว่า 12 ล้านใบนั้น ยังสามารถใช้บริการผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตามปกติจนกว่าบัตรจะหมดอายุหรือไปจนถึงสิ้นปี 2562
สำหรับบัตรที่หมดอายุหรือบัตรชำรุดเสียหาย ลูกค้าสามารถเปลี่ยนบัตรหรืออัพเกรดประเภทบัตรได้ โดยไม่เสียค่าทำบัตรได้ที่ทุกสาขาทั่วประเทศ ส่วนค่าธรรมเนียมรายปี ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมตามสิทธิประโยชน์ของบัตรแต่ละประเภท ซึ่งบัตรประเภทคลาสสิก เสียค่าธรรมเนียมรายปีเพียงปีละ 200 บาท

ทั้งนี้ ในการเปลี่ยนบัตร ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในส่วนของค่าธรรมเนียม ให้เป็นไปตามเดิมของแต่ละธนาคาร ซึ่ง ไม่มีการระบุลงไปชัดเจนว่า การเปลี่ยนบัตรเพราะต้องการรักษาความปลอดภัย และรองรับระบบอีเพย์เม้นนั้น จะให้ประชาชนไปเปลี่ยนได้ฟรี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของแต่ละธนาคาร ที่จะกำหนดเองว่า จะยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือทำบัตรใหม่หรือไม่ ..และ มีการกำหนดช่วงเวลาสำหรับการเปลี่ยนให้ฟรีในบางธนาคารเท่านั้น

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ลูกค่าของแต่ละธนาคารจะต้องสืบหาข้อมูล เพื่อเปลี่ยนบัตรจากแถบแม่เหล็กมาเป็นแบบชิป จากธนาคารที่ใช้บริการเอง และจากการลองสืบค้นขอมูลในเวปไซต์ของแต่ละธนาคารก็มีการประชาสัมพันธ์ค่อนข้างน้อยและบางแห่งก็ไม่ได้ประกาศชัดเจนแต่อย่างใด

ปส.,รวบยกแก๊ง,ตร.กองปราบ,ค้า,ยึดยาบ้า6แสนเม็ด

ปส.รวบยกแก๊งตร.กองปราบค้ายึดยาบ้า6แสนเม็ด

ปส.รวบยกแก๊งตร.กองปราบค้ายึดยาบ้า6แสนเม็ด

บช.ปส. รวบยกแก๊ง จ.ส.ต.ตำรวจกองปราบ หวังรวยทางลัด ค้ายาบ้า ของกลาง 6 แสนเม็ด ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือ ผบช.ปส. ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม จ.ส.ต.สุชาติ ไกรแก้ว อายุ 55 ปี ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป. กับพวกรวม 4 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 300 มัด รวม 600,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง 1 คัน โดยจับกุมได้บริเวณ ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขารังสิต ถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี พล.ต.ท.เรวัช กล่าวว่า ได้รับการประสานจาก พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. ได้ทำหนังสือมายังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ให้ช่วยตรวจสอบและเฝ้าติดตามพฤติกรรมของ
จ.ส.ต.สุชาติ สังกัด กก.5 บก.ป. เนื่องจากพบพิรุธหลายอย่าง ที่เชื่อได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด จึงได้แบ่งกำลังติดตาม จ.ส.ต.สุชาติ ขณะเดียวกัน กำลังอีกชุดก็วิเคราะห์เส้นทางการลักลอบลำเลียงยาเสพติดทั่วไป จนพบรถต้องสงสัยจึงสะกดรอยตามกระทั่งมาจอดที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขารังสิต ถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี ก่อนที่จะพบ จ.ส.ต.สุชาติ เดินมายังรถคันดังกล่าวจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ขอตรวจค้นรถพบยาบ้า จำนวน 300 มัด รวมประมาณ 600,000 เม็ด ซุกซ่อนบริเวณช่องลับใต้กันชนหลัง จึงควบคุม จ.ส.ต.สุชาติ และผู้ต้องหาอีก 3 ราย ที่นั่งมากับรถคันดังกล่าว พร้อมของกลางมาสอบปากคำ

จากการสอบสวน จ.ส.ต.สุชาติ รับสารภาพว่า มีหน้าที่รับลำเลียงยาเสพติดโดยจะมีผู้รับยามาจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านมาทางภาคอีสาน นัดรับยาที่ จ.ปทุมธานี ก่อนจะส่งต่อไปยัง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อส่งขายไปยังประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ จ.ส.ต.สุชาติ ระบุว่าทำมาเพียง 2 ครั้ง และได้ค่าจ้างครั้งละ 100,000 บาท

บิ๊กจิ๋ว,เกิดครบ84ปี,ห่วงปชช.,ไร้เสรีภาพ,แนะศึกษารธน.

บิ๊กจิ๋วเกิดครบ84ปีห่วงปชช.ไร้เสรีภาพแนะศึกษารธน.

บิ๊กจิ๋วเกิดครบ84ปีห่วงปชช.ไร้เสรีภาพแนะศึกษารธน.

‘พล.อ.ชวลิต’ ทำบุญวันเกิด 84 ปี ขอทุกคนให้โอกาส นายกฯ บริหารประเทศ ชี้ มีความตั้งใจดี ขอให้ช่วยเป็นกำลังใจ พร้อมระบุห่วงประชาชนไร้เสรีภาพ แนะศึกษา รธน. ก่อนประชามติ ชี้ ความมั่นคงเป็นสิ่งสูงสุด

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย จัดพิธีทำบุญถวายสังฆทาน เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 15 พ.ค. นี้ อายุครบ 84 ปี พร้อมเปิดบ้านพบปะสื่อมวลชน โดย พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า สิ่งที่จะพูดในวันนี้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อบ้านเมืองและจะพูดตรงไปตรงมา ที่ออกมาจากหัวใจในทุก ๆ ปัญหา ซึ่งในวันเกิดครบรอบ 84 ปี สิ่งที่อยากเห็นมานานจนถึงทุกวันนี้ อยากให้โอกาสกับผู้บริหารประเทศในการปรับและแก้ไขปัญหา เพราะบางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้นมานานแล้ว และเชื่อว่าระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา แต่จะแก้ถูกหรือไม่ต้องช่วยกันดู บางอย่างที่แก้ไม่ได้ ก็อย่าไปโทษนายกรัฐมนตรี เพราะคนก่อนหน้านั้นก็แก้ไม่ได้เช่นกัน ส่วนที่ระบุว่าประเทศไทย ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้น ส่วนตัวมองว่าหากถูกลิดรอน 10 เท่า แต่ประชาชนอยู่ดีกินดีก็ไม่เป็นไร ซึ่งอยากให้ความสำคัญกับประชาชนด้านเศรษฐกิจ ส่วนปัจจุบันนี้เศรษฐกิจจะดีหรือไม่นั้น ต้องไปถามประชาชนว่ากินอิ่มนอนหลับหรือไม่

สำหรับบรรยากาศมีตัวแทนเหล่าทัพและหน่วยงานราชการทยอยเข้าอวยพร โดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนมอบกระเช้าดอกไม้ ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ทหารได้สังเกตการณ์บริเวณหน้าบ้านพักอีกด้วย

พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ประชาชนควรจะมีโอกาสศึกษาร่างรัฐธรรมนูญให้มาก ซึ่งบางคนระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ส่วนตัวอยากให้มองว่าความมั่นคงเป็นสิ่งที่สูงสุดก็คือความกินดีอยู่ดีของประชาชน ส่วนจะมีอะไรมารับประกันว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติแล้ว จะไม่มีการฉีกอีกนั้น ไม่ขอพนันกับใคร และมองว่ารายละเอียดในร่างรัฐธรรมนูญควรจะเอาเรื่องหลัก ๆ และสำคัญมาบรรจุไว้ ได้แก่ อธิปไตยเป็นของปวงชนและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งทั้ง 2 หลักการนี้ต้องถ่วงดุลกัน ถ้าประชาชนไม่มีเสรีภาพก็จะเป็นเผด็จการ ดังนั้น จึงขอให้ช่วยกันให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ประเทศไทยเสียความเป็นไทยไปมาก ซึ่งพระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างไรต้องระวัง เพราะมีการปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่อ้างหลักเกณฑ์ พุทธศาสนิกชนควรจะมีความนับถือในพระพุทธศาสนาไม่ควรชี้ว่าพระรูปไหนควรจะอยู่หรือไม่อยู่ และส่วนตัวไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน และในชีวิตไม่ต้องการจะเป็นอะไร นอกจากจะทำภารกิจสุดท้ายให้เสร็จสิ้น คือแก้ปัญหาความยากจน นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะระวังเพราะมีการหยิบยกประเด็นการเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ของรัฐบาลมาเป็นเงื่อนไข ทั้งเรื่องความอยู่รอดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และความน่าเชื่อถือ

นายกฯ,ให้โปรเมย์สอนพัตต์กอล์ฟ,ชมทำชื่อเสียงปท.

นายกฯให้โปรเมย์สอนพัตต์กอล์ฟ-ชมทำชื่อเสียงปท.

นายกฯให้โปรเมย์สอนพัตต์กอล์ฟ-ชมทำชื่อเสียงปท.

นายกรัฐมนตรี ให้ ‘น้องเมย์-เอรียา’ สอนพัตต์กอล์ฟ พร้อมมอบกระเป๋าผ้าโอท็อป เป็นกำลังใจชื่นชมสร้างชื่อเสียงแก่ประเทศชาติ

น.ส.เอรียา จุฑานุกาล หรือ น้องเมย์ โปรกอล์ฟผู้ชนะการแข่งขันกอล์ฟ แอลพีจีเอ ทัวร์ รายการโยโกฮามา ไทร์ แอลพีจีเอ คลาสสิก สหรัฐอเมริกา เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบกระเป๋าผ้าโอท็อป และของขวัญเพื่อเป็นกำลังใจ พร้อมกล่าวแสดงยินดีและชื่นชมที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

ขณะเดียวกัน ยังสอบถามถึงอาการบาดเจ็บ เพราะ น.ส.เอรียา จะเดินทางไปแข่งขันที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 15 พ.ค นี้ และโอกาสนี้นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมพัตต์กอล์ฟ กับ น.ส.อารียา และขอให้สอนการตีที่ถูกต้องให้ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น