Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

กว่า 17 ปีมาแล้วที่คนไทยได้เริ่มรู้จักกับ Teddy House แบรนด์ที่เข้ามาทำให้ตุ๊กตาหมีมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน Teddy House ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าคนไทยมากมาย พร้อมๆ กับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ จนถึงวันนี้สามารถขยายสาขาได้ทั้งในและต่างประเทศ
จากการเปิดเผยของ ปิตุภูมิ หิรัณยพิชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็ดดี้ เฮ้าส์ จำกัด ได้ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการเดินทางของธุรกิจตุ๊กตาหมี โดยบอกว่า จากเดิมในยุคคุณแม่ซึ่งทำโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้าขน ทำในรูปแบบของการรับจ้างผลิต หรือ OEM เมื่อเวลาผ่านไป จีนเริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งและเกิดเป็นสงครามราคาขึ้นมา ซึ่งในเวลานั้นบริษัทไม่ต้องการที่จะแข่งขันด้วยเรื่องของราคา เพราะด้วยสินค้าที่เน้นความมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานของยุโรป จึงมองถึงการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และโดยส่วนตัวของคุณแม่ซึ่งชื่นชอบตุ๊กตาหมีเป็นทุนเดิม ฉะนั้นเวลาที่ผลิตตุ๊กตาหมีออกมา ผลงานจะดูดีกว่าแบบอื่นๆ และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการทำแบรนด์ Teddy House ขึ้นมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว


จนกระทั่งเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ปิตุภูมิ ในฐานะทายาทธุรกิจได้ก้าวเข้ามารับช่วงบริหาร Teddy House พร้อมทั้งนำเอารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์เข้ามาจับกับธุรกิจตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ จนทำให้แบรนด์ Teddy House ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ
“เราไม่ได้เติบโตมาจากเงินถุงเงินถัง แทบจะไม่มีเงินทุนเลย เพราะฉะนั้นการที่จะขยายเองเป็นสิบๆ สาขาคงเป็นไปไม่ได้ เรามองว่าการที่นำรูปแบบแฟรนไชส์เข้ามาจะทำให้เราขยายได้รวดเร็วมากขึ้น และจะสามารถขยายไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า 8 ปีที่ผ่านมา เราสามารถขยายแฟรนไชส์ได้ถึง 3 ประเทศ นั่นคือ ไทย อินโดนีเซีย และจีน สำหรับแฟรนไชส์ในประเทศไทย เราจะเน้นที่หัวเมืองต่างจังหวัด ตามภูมิภาคต่างๆ ส่วนในกรุงเทพฯ เราขยายด้วยตัวบริษัทเอง เราเริ่มพัฒนาธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์มาตั้งแต่ตอนนั้น คนจะชอบคิดว่าแฟรนไชส์จะต้องใหญ่ ลงทุนเป็นสิบล้าน แต่ความจริงแล้วแฟรนไชส์ คือ การ Set Up ความรู้ของคุณขึ้นมา เหมือนการเขียนตำราหนึ่งเล่ม แล้วมีคนสนใจ คุณก็ขายให้เขา เทรนนิ่งให้เขาแค่นั้นเอง”


สำหรับปัจจุบัน Teddy House มีแฟรนไชส์ในประเทศไทยทั้งหมดถึง 30 สาขา และที่ประเทศอินโดนีเซีย 14 สาขา ประเทศจีนอีก 2 ขาสา โดยปิตุภูมิได้เล่าถึงเส้นทางของการขยายแฟรนไชส์ไปในต่างประเทศ เริ่มต้นประเทศแรกคือ เวียดนาม แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

“หลังจากที่เราเริ่มขยายแฟรนไชส์ในประเทศไทยได้ไม่นาน เราก็เริ่มเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ตอนนั้นมีด้วยกันถึง 4-5 สาขา แต่ด้วยอุตสาหกรรมค้าปลีกของเวียดนามแตกต่างจากบ้านเราพอสมควรเลยทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามยังแตกต่างจากเราพอสมควร เวลาซื้ออะไรสักอย่าง เขาจะคิดก่อนแล้วค่อยตรงไปร้านนั้น จะไม่ใช่การเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเหมือนคนไทย จากนั้น 2 ปีต่อมา เราจึงเข้าตลาดอินโดนีเซียและประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะพฤติกรรมเขาใกล้เคียงกับคนไทย โดยเฉพาะในจาการ์ตา ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่ง Shopping Mall ซึ่งมีเป็นร้อยๆ แห่ง ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน ทุกคนใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าจนถึงตี 2 อยู่ในห้างสรรพสินค้า ขนาดผับยังอยู่ในนั้น ทำให้เราไปได้ดีในอินโดนีเซีย”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจสำหรับ Teddy House ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่ในแผนมาก่อน นั่นคือประเทศจีน ปิตุภูมิยอมรับในเรื่องนี้ว่า เมื่อก่อนค่อนข้างกังวลในเรื่องของ Trademark และการก๊อบปี้

“เราไม่เคยมีแผนในการขยายแฟรนไชส์เข้าประเทศจีนมาก่อน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เราได้รับฟังมุมมองจากนักธุรกิจคนจีนรุ่นใหม่ เขารู้ว่าเราค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้ เขาแสดงมุมมองว่า เวลาที่คนจีนจะก๊อบปี้สินค้า จะก๊อบปี้สินค้าระดับ Hi-Ended ที่มีราคาแพง จากกระเป๋าราคาเป็นแสน พอก๊อบปี้แล้วเหลือแค่หลักพัน แต่ถ้าสินค้าอย่างตุ๊กตาหมี ราคาไม่แพงมาก ผู้บริโภคก็มองว่าสินค้าราคาแค่นี้ ซื้อของแท้ ฉันซื้อได้ และถ้าเขาจะก๊อบปี้ก็ไม่คุ้ม เพราะ Margin ไม่ได้ห่างกันมากมาย อีกอย่างคือ ในช่วงนั้นมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาซื้อของร้านเราค่อนข้างเยอะ อย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ มีแต่ลูกค้าจีน ทำให้เราตัดสินใจเปิดสาขาแรกที่จีนเมื่อปีที่แล้วและปีนี้อีกหนึ่งสาขา ตอนนี้เราก็ดีใจมากสำหรับการขยายแฟรนไชส์ที่จีน”


สำหรับการขยายธุรกิจ Teddy House ในรูปแบบของแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ หรือต่างประเทศ จะทำในลักษณะที่เรียกว่า Single Unit กล่าวคือ จะไม่ได้ขายในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์ที่ให้สิทธิคนใดคนหนึ่งในการขยายสาขา แต่จะเป็นในลักษณะให้สิทธิ 1 คนต่อ 1 สัญญา หมายถึงว่า ถ้านักลงทุนเดิมที่ลงทุนแฟรนไชส์ไปแล้ว อยากที่จะขยายสาขาเพิ่ม ก็ต้องทำสัญญาใหม่ทุกครั้ง โดยเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1,000,000-1,500,00 บาท อีกทั้งไม่ได้จำกัดพื้นที่จะต้องเป็นในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แต่สามารถตั้งอยู่แบบ Stand Alone ก็ได้ โดยจะมีทีมเข้าไปดูสถานที่ตั้งว่าเหมาะสมหรือไม่ และแฟรนไชซีจะได้รับการเทรนนิ่งเรื่องของกลยุทธ์การขาย การจัดร้าน มีการช่วยเหลือในเรื่องของภาพรวมด้านMarketing และมีการแนะนำเรื่องของ Local Marketing อีกด้วย สำหรับแฟรนไชซีที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับ Teddy House นั้น จะต้องเป็นคนที่สามารถลงมือทำได้จริงไม่ใช่มีเพียงแค่เงินลงทุนอย่างเดียว แต่ต้องมีใจรักด้วย


อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางในอนาคตนั้น การขยายแฟรนไชส์จะเน้นไปที่ตลาดต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากมองว่า ยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้ Teddy House เติบโต ส่วนตลาดในประเทศ ปิตุภูมิกล่าวว่า จะมุ่งเน้นในเรื่องของการขาย Licensing หรือคาแร็กเตอร์ของหมี Teddy House ให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อนำไปอยู่บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อีกทั้งจะมีการทำ Show Exhibition, Museum ไปจนถึง Theme Park โดยหวังว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะสะท้อนกลับมาช่วยกระตุ้น Retail ได้อีกทางหนึ่ง


รายละเอียดแฟรนไชส์

ขนาดพื้นที่ : 25-45 ตารางเมตร
Franchise Fee : 300,000 บาท
เงินลงทุนเบื้องต้น : 1,000,000-1,500,000 บาท
Royalty Fee : 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
Marketing Fee : 2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
ระยะสัญญา : 5 ปี

เรื่อง : ยุวดี ศรีภุมมา
ภาพ : กฤษฎา ศิลปไชย
smethailandclub
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

   กรมการค้าภายใน ระบุยังไม่มีการอนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาเครื่องดื่ม หลังมีกระแสข่าวพ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กรมสรรพสามิตยืนยันยังไม่ขึ้นภาษี

จากกรณีที่มีกระแสข่าวผู้ผลิตน้ำอัดลมแจ้งร้านค้าปรับขึ้นราคาจำหน่ายอีก 2 บาท ทั้งขวดแก้วและขวดกระป๋องจากเดิม 10 บาทเป็น 12 บาท โดยอ้างว่าน้ำตาลแพงขึ้นนั้น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมลักษณ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำอัดลมแต่อย่างใด โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ 3 รายที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ยืนยันยังไม่มีการปรับขึ้นราคาและยังส่งสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่วยในราคาเดิม

อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุอีกว่า แม้ราคาน้ำตาลจะสูงขึ้นจากปัญหาภัยแล้ง แต่ยังไม่กระทบต้นทุนผู้ประกอบการมากนัก จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปรับขึ้นราคา แต่หากมีความจำเป็นหรือต้นทุนสูงจนไม่สามารถแบกรับภาระได้จนทำให้ต้องปรับราคาน้ำอัดลมก็จะต้องยื่นเสนอราคาที่ขอปรับเพื่อพิจารณาไม่น้อยกว่า 15 วัน ทั้งนี้หากผู้บริโภคพบเห็นว่ามีการฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งมาที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทันที

ขณะที่นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำอัดลม จึงไม่สามารถนำข้ออ้างดังกล่าวมาขึ้นราคาได้ ประกอบกับนโนบายการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงยังอยู่ระหว่างการศึกษาผลดีผลเสีย ให้รอบด้านและยังไม่ได้นำนโยบายนี้มาใช้ในเร็วๆนี้ จึงไม่มีเหตุผลให้ผู้ผลิตนำข้ออ้างดังกล่าวมาปรับขึ้นราคาขายปลีก

สำหรับน้ำอัดลม เป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแลของกรมการค้าภายในจำนวน 205 รายการ โดยปัจจุบันถูกกำหนดอยู่ในบัญชี Watch List (WL) ซึ่งเป็นบัญชีต่ำสุดในการติดตามดูแลภาวะราคาสินค้า โดยจะดำเนินการเพียงแค่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์เป็นประจำทุก 15 วันและตรวจสอบไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การ เภสัชกรรม (อภ.) แนะวิธีดูวันหมดอายุของยาว่า เป็นวันที่คาดว่าตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคของยานั้นๆ เหลือปริมาณน้อยกว่า ร้อยละ 90 ของปริมาณที่กำหนดในสูตรตำรับนั้นๆ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้ยา ควรสังเกตว่ายาต่างๆ ที่ได้รับนั้นหมดอายุหรือยัง เนื่องจากหากใช้ยาที่หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพ นอกจากจะไม่มีผลในการรักษายังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

 

การสังเกตวันหมดอายุของยาเป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคย โดยทั่วไปการกำหนดวันหมดอายุจะขึ้นกับประเภทของยา เช่น ยาเม็ดจะไม่เกิน 5 ปี และยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุยาอาจแตกต่างไปจากนี้ได้ โดยผู้ผลิตจะพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการทดสอบความคงตัว หรือส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัท ซึ่งจะพบวันผลิต manufacturing date หรือ mfd.date และวันหมดอายุ exp.date, exp, expiring, use by หรือ use before บางครั้งก็อาจใช้คำว่า ยาสิ้นอายุ สามารถดูข้อมูลเหล่านี้จากกล่องบรรจุ ฉลากยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านใต้กล่อง หรือด้านล่างฉลาก

สำหรับการอ่านวันหมดอายุแบบไทยๆ จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้ แต่ถ้ามีเฉพาะเดือน และปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวันหมดอายุ เช่น exp. date 27/2/2555 หมายถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 หรือ exp. date 17.2.13 หมายถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2013 หรือ exp.04/14 หมายถึงวันที่ 30 เดือนเมษายน ค.ศ.2014 เป็นต้น

ส่วนยาที่แบ่งบรรจุ หรือยาที่เปิดใช้แล้ว หากมีการเปิดใช้ หรือนำยามาแบ่งจากภาชนะเดิม เช่น ยานับเม็ด หรือครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่วันหมดอายุที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต ซึ่งวันหมดอายุของยาเหล่านี้จะต้องกำหนดวันหมดอายุขึ้นใหม่ โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็จะมีการระบุไว้เช่นกัน ดังนั้นหากเหลือยาเก็บไว้ที่บ้านไม่รู้ว่าจะหมดอายุเมื่อไร ไม่มีการเขียนไว้ก็อาจพิจารณาจากวันที่บนฉลากยาหรือซองที่ระบุวันที่ได้รับมา หากยาเม็ดเกิน 1 ปี หรือยาน้ำเกิน 6 เดือนก็ให้ทิ้งไปไม่ควรใช้ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี หรือก่อนกำหนดเวลาแต่ยาเสื่อมสภาพ เม็ดยากร่อน ร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป เหม็น เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือครีมแยกชั้นควรทิ้งโดยแยกใส่ถังขยะอันตรายเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่ง คือยาเหลือใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์จ่ายหรือยาที่ซื้อจากร้านขายยาแล้ว ยาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ใช้สำหรับรักษาตามอาการแต่ปัจจุบันไม่มีอาการดังกล่าว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นยาที่ได้มาซ้ำซ้อน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าวกับบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่น แม้จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของจะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของโรคอายุของผู้ป่วยการแพ้ยาของแต่ละคนจะแตกต่างไม่เหมือนกัน อาจส่งผลร้ายในการใช้ยา ดังนั้น ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยา หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคจะเกิดผลดีต่อการรักษาอาการ

ภาพประกอบจาก istockphoto

“โพรไบโอติคส์” แบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ได้ดีกับทุกคน

“โพรไบโอติคส์” แบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ได้ดีกับทุกคน

ช่วงที่ผ่านมานี้คงได้เห็นเหล่าแพทย์ในโลกโซเชียลออกมาพูดถึงเรื่องของ โพรไบโอติคส์” กันนะคะ เพราะอาจจะยังมีหลายคนที่มีความเข้าใจในเรื่องของโพรไบโอติคส์ไม่ถูกต้องครบถ้วนนัก อาจจะทราบแต่เพียงว่าเป็นแบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ต ทานแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ใช่ว่าเจ้าโพรไบโอติคส์ในโยเกิร์ตจะเหมาะกับคนทุกประเภทเสมอไป

เฟซบุ๊คเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว อธิบายถึงเจ้าโพรไบโอติคส์เอาไว้อย่างละเอียด ว่าต้นกำเนิดงานวิจัยของโพรไบโอติคส์ เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมโพรไบโอติคส์แต่ละชนิดถึงเหมาะเฉพาะกับบางคน ถ้าไม่ทานโพรไบโอติคส์แล้วสามารถทานอะไรทดแทนได้หรือไม่ และแม้กระทั่งเรื่องของ “แลคโตบาซิลลัส” ในโยเกิร์ต นมเปรี้ยว และอวัยวะเพศหญิง หาคำตอบได้จากโพสของคุณหมอด้านล่างเลยค่ะ

โพรไบโอติคส์

อ่านของจ่าแล้วดูสั้นๆ ขยายความละกัน … คือเชื่อว่าคำๆนี้หลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง หลายคนอาจจะเคยได้ยินตั้งแต่สมัย 20-30 ปีก่อนตอนที่อาหารเพื่อสุขภาพกำลังดังๆ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แถมมันยังมีหลายคำกันเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น โพรไบโอติคส์ พรีไบโอติคส์ หรือซินไปโอติคส์

โพรไบโอติคส์ ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลกคือจุลชีพมีชีวิต ที่เมื่อให้เข้าไปในร่างกายในขนาดที่เหมาะสมแล้วจะก่อนให้ผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งที่มาที่ไปเริ่มต้นมาจากสมัยก่อน นมวัวเป็นอาหารที่เก็บได้ยาก เก็บไว้ไม่กี่วันก็เสียแล้วกินเข้าไปก็ท้องเสียป่วยไม่สบาย … แต่พอเอาไปผ่านกระบวนการบางอย่างทำให้เป็นชีสเป็นโยเกิร์ตก็พบว่าเก็บได้นานขึ้น คนก็ใช้การถนอมอาหารแบบนี้กันเรื่อยมา

จนพอวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ราวๆปี 1900 ก็มีนักศึกษาแพทย์คนนึงเอาโยเกิร์ตไปตรวจดูแล้วพบว่าในโยเกิร์ตจะมีเชื้อ แบคทีเรียรูปแท่งตัวยาวๆเต็มไปหมด พองานวิจัยแพร่ออกไป ก็มีนักวิทยาศาสตร์รัสเซียรางวัลโนเบลคนนึงให้ความสนใจ เพราะเจ้าโยเกริ์ตที่ว่านี้เป็นอาหารที่นิยมกินกันในคนบางท้องถิ่น และคนในพื้นที่นั้นดูเหมือนมีอายุยืนกว่าคนในแถบอื่นๆ เขาก็เลยตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่าแบคทีเรียในลำไส้น่าจะปล่อยสารพิษอะไรบางอย่างออกมา และกรดแลคติกที่เชื้อในโยเกิร์ตสร้างขึ้นก็สามารถยับยั้งกระบวนการความชราได้

อันนี้เป็นสมมุติฐานความเชื่อ ซึ่งเค้าก็กินเจ้านมเปรี้ยวโยเกิร์ตนี้ไปจนแก่และเสียชีวิต แต่ก็ไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นมาว่าตกลงเจ้าเชื้อที่ว่านี้ช่วยให้คนมีสุขภาพดีขึ้นจริงไหม

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจนปัจจุบัน ความรู้ความเข้าใจเรื่องเชื้อโรคในร่างกายมีมากขึ้น เราพบว่าในบรรดาเชื้อต่างๆที่อาศัยอยู่ในร่างกายเรา

บางชนิดอยู่กับเราเหมือนไม่มีอะไรแต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็จะลุกขึ้นมาทำร้ายเรา

บางชนิดก็อยู่กับเราโดยไม่ได้ก่อโรคแต่ว่าส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายของเรา

บางชนิดก็ไม่ได้ก่อโรค แต่ว่าส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย

บางชนิดก็อยู่แบบเป็นมิตร แบบช่วยเราจากสามพวกแรก

ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว เราจะมีเชื้อพวกไหนมากก็ขึ้นกับอาหารที่กินเข้าไป ซึ่งโดยรวมแล้วการกินอาหารประเภทเนื้อและไขมันอิ่มตัวจะส่งผลให้เชื้อที่ไม่ค่อยดีเกิดขึ้นมาก และอาหารประเภทที่มีเส้นใยจะช่วยให้เชื้อชนิดที่ดีและเป็นมิตรเพิ่มจำนวนมาก ซึ่งในบางครั้งการปรับเปลี่ยนอาหารอาจจะทำให้เห็นผลได้ไม่เร็วพอตามต้องการ หรือบางคนอาจจะเปลี่ยนการกินไม่ค่อยได้ ดังนั้นเลยมีการศึกษาเรื่องโปรไบโอติก ว่าจะใช้เชื้ออะไรกินเข้าไปในร่างกายแบบไหนให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

งานวิจัยที่มีเยอะๆหน่อยก็จะเป็นพวกการใช้โปรไบโอติกในการรักษาท้องเสีย นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยโรคอื่นๆอีกมากมายที่ผลสรุปยังไม่ชัดเจน เช่นโรคในระบบทางเดินอาหาร(การติดเชื้อH.Pylori,ลำไส้แปรปรวน,ลำไส้อักเสบบางชนิด) , เรื่องการลดคอเลสเตอรอลในเลือด , การลดสารอักเสบ , ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย

สำหรับคนที่ต้องการรักษาสุขภาพด้วยโปรไบโอติก ก็อาจจะลองไปค้นหาดูว่าเรามีอาการไหนที่เหมาะกับโปรไบโอติกชนิดใดแล้วกินอาหารที่มีโปรไบโอติกนั้นๆ (โปรไบโอติกแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ต้องไปดูจากงานวิจัย) หรือถ้าไม่อยากคิดอะไรมากก็กินอาหารที่มีกากใยอาหาร กินพวกพืชผักตามธรรมชาติ กินไขมันอิ่มตัวให้พอดี และอย่ากินน้ำตาลมากเกินไปครับ

ปล. สำหรับท่านที่สงสัยว่า ในเมื่อในโยเกิร์ต มีแลคโตบาซิลลัส … และในช่องคลอดคนก็มีแลคโตบาซิลลัส แล้วที่มาของโยเกิร์ตคือเชื้อจากที่ตรงนั้นหรือเปล่า …

คำตอบคือไม่ใช่นะครับ เพราะมีคนพบว่าแลคโตบาซิลลัสในโยเกิร์ต มีที่มาจากเชื้อจากแลคโตบาซิลลัสจากพืชผักต้นไม้นะครับ

แนะวิธีดูแลตัวเอง ห่างไกลโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

แนะวิธีดูแลตัวเอง ห่างไกลโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

กรมการแพทย์เผยคนไทยป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่อันดับต้น ๆ ระยะแรกไม่แสดงอาการ แนะทานผัก ผลไม้เมล็ดธัญพืช เลี่ยงเนื้อสัตว์และอาหารที่มีไขมันสูง ออกกำลังกายประจำทำจิตใจให้แจ่มใสจะห่างไกลจากโรคได้

 

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ลำไส้ใหญ่เป็นส่วนล่างของระบบทางเดินอาหารติดต่อโดยตรงกับลำไส้เล็กและส่วนปลายสุดคือทวารหนัก มะเร็งลำไส้ใหญ่พบได้ทั้งชายและหญิงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยรวมกันทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ ด้านพฤติกรรมการทานอาหาร เช่น ทานเนื้อสัตว์มาก ทานอาหารที่มีไขมันสูง และทานผักผลไม้ที่มีกากใยน้อยเป็นประจำ เป็นต้น และด้านพันธุกรรม เช่น โรคบางอย่างของลำไส้ใหญ่ที่เป็นโรคทางพันธุกรรมหรือติ่งเนื้องอกในลำไส้บางชนิดที่อาจกลายเป็นมะเร็งได้

นพ.สุพรรณ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ หรืออาจมีแค่อาการปวดท้อง แน่นท้องคล้ายโรคกระเพาะอาหาร และเมื่อเป็นในระยะที่มากขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงนิสัยในการขับถ่ายอุจจาระทั้งจำนวนครั้งและลักษณะของอุจจาระที่ออกมา มีเลือดและมูกออกทางทวารหนัก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ซีด หรือโลหิตจาง โดยไม่ทราบสาเหตุ คลำก้อนได้บริเวณท้อง และมีการอุดตันของลำไส้ใหญ่ หากมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง การตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญมากเพราะจะทำให้เพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้ สำหรับการตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยการตรวจเลือดในอุจจาระ การตรวจลำไส้ใหญ่โดยการสวนแป้งแบเรียมเข้าไปทางทวารหนักและการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

“โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ถึงแม้จะเป็นกันมากแต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ทานผักผลไม้เป็นประจำ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ส่วนที่ไหม้เกรียมจากการปิ้ง ย่าง ทอด รมควัน ลดอาหารไขมันสูง ควบคุมการขับถ่ายให้เป็นเวลา ส่วนผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีประวัติเคยเป็นโรคเกี่ยวกับทวารหนักและลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง เนื้องอก หรือมีบิดา มารดา ญาติพี่น้อง เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรตรวจลำไส้และทวารหนักอย่างน้อยปีละครั้ง” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักควรเริ่มตั้งแต่เด็กโดยผู้ปกครองควรปลูกฝังให้เด็กทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลาทะเล ผักผลไม้เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ธัญพืชประเภทข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ลูกเดือย ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุดจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงทานของทอด มัน เค็ม หวาน ปิ้ง ย่าง หมักดอง รวมถึงอาหารที่ถนอมด้วยเกลือและดินประสิว ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ออกกำลังกายเป็นประจำทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด ก็จะทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งรวมถึงโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ขอบคุณเนื้อหาจาก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ภาพประกอบจาก istockphoto

หมูหวาน-หมูแผ่น ตรวจพบไนเตรท-ไนไตรท์ แต่ไม่ระบุในฉลาก

หมูหวาน-หมูแผ่น ตรวจพบไนเตรท-ไนไตรท์ แต่ไม่ระบุในฉลาก

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แถลงข่าวผลการทดสอบหาสารไนเตรท และไนไตรท์ในอาหารประเภทหมูแผ่น หมูหวาน หมูสวรรค์ เนื้อเค็ม ผลปรากฏว่าทั้ง 14 ตัวอย่าง พบสารไนเตรท และ/หรือไนไตรท์ทั้งหมด แต่ไม่พบว่ามีชื่อของสารทั้งสองตัวนี้อยู่ในฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้งๆ ที่ทาง อย. ระบุว่า ไม่มีการกำหนดปริมาณการใช้ไนเตรท-ไนไตรท์ในอาหารกลุ่มนี้ แต่หาดจะใช้ จำเป็นต้องมาขออนุญาตทาง อย. เฉพาะราย และต้องระบุว่ามีสารดังกล่าวบนฉลากอาหารด้วย

โดยปริมาณสารไนเตรท และไนไตรท์ที่พบในอาหารประเภทหมูแผ่น หมูหวาน หมูสวรรค์ เนื้อเค็มทั้ง 14 ยี่ห้อ มีตั้งแต่ต่ำสุดที่ 15.94 มก./กก (ไนเตรท) ไปจนถึง 2,033.16 มก./กก. (ไนเตรท) ส่วนไนไตรท์ มีทั้งไม่พบสารเลย และพบสูงสุดที่ 55.68 มก./กก.

แม้ว่า อย. จะไม่มีกำหนดเรื่องการใช้ไนเตรทและไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มหมูแผ่นกรอบ หมูหวาน และเนื้อเค็ม แต่จากการสอบถามกับนักวิชาการของ อย.การใช้ต้องขออนุญาตเป็นการเฉพาะราย และเมื่อมีการใช้ต้องแจ้งข้อมูลบนฉลากทุกครั้ง หากใช้โดยไม่มีการขออนุญาต มีความผิดตามมาตรา 6(5) ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาหาร พ.ศ. 2522 หลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการใช้วัตถุเจือปนอาหาร บทลงโทษมาตรา 47 ระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าใน 11 ตัวอย่างที่ต้องมีเลขสารบอาหารมีเพียง 7 ตัวอย่างที่มีเลขสารบบของ อย. โดยสามารถตรวจสอบความถูกต้องว่าเป็นเลข อย.จริง เพียง 5 ตัวอย่าง อีก 2 ตัวอย่างเป็นเลขสารบบอาหารของต่างจังหวัด ไม่สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของ อย. และอีก 5 ตัวอย่าง ฉลากไม่ระบุวัน เดือน ปีที่ผลิตและหมดอายุ

นางสาวมลฤดี โพธิ์อินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การรับประทานอาหารที่มีการใช้ไนเตรทและไนไตรท์ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ ไต กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับอ่อน และทางเดินหายใจได้ กรณีผู้ที่มีอาการแพ้อาจส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หมดสติหรือเสียชีวิตได้”

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการบริหารนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า ได้มีการเสนอให้สถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้านอาหาร หรือสถาบันที่เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุน หรือพัฒนาเทคโนโลยีว่าจะทำอย่างไรอาหารจึงจะอร่อยและปราศจากวัตถุเจือปนอาหารได้ พร้อมขอเสนอไปยัง อย. ดังนี้

1. ดำเนินการกับผู้ผลิตอาหาร ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ใช้วัตถุเจือปนอาหารโดยไม่มีการขออนุญาต มีความผิดตามมาตรา 6(5) ของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 หลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการใช้วัตถุเจือปนอาหาร บทลงโทษมาตรา 47 ระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

2. บังคับการใช้ฉลากตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 เรื่องการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ โดยให้แสดงว่าใช้สารกันบูด ชนิดไนเตรท รวมทั้งเลขมาตรฐานสากล เป็นต้น

3. ยกระดับมาตรฐานอาหารภายในประเทศให้มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานโคเด็กซ์

ดังนั้นประชาชนควรระมัดระวังในการซื้ออาหารประเภทนี้รับประทาน อาจจะรับประทานแต่ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ไม่บ่อยจนเกินไป และเลือกรับประทานให้หลากหลายยี่ห้อ ไม่ทานยี่ห้อเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงการบริโภคสารไนเตรท และไนไตรท์โดยไม่จำเป็นได้

ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ภาพประกอบจาก
istockphoto

ร.ฟ.ท.เข้มความปลอดภัยเพิ่มจนท.ดูแล4จ.ใต้

ร.ฟ.ท.เข้มความปลอดภัยเพิ่มจนท.ดูแล4จ.ใต้

ร.ฟ.ท.เข้มความปลอดภัยเพิ่มจนท.ดูแล4จ.ใต้

   การรถไฟฯ เพิ่มมาตรการความปลอดภัยเข้มช่วงเทศกาล ป้องกันเหตุฉุกเฉิน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง พื้นที่ 4 จังหวัดใต้

นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจการเดินรถ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า เนื่องจากในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา มีผู้โดยสารเดินทางเป็นจำนวนมากทุกเส้นทาง โดยทางการรถไฟ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเส้นทางสายใต้ที่ได้มีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งได้เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยใน 5 ด้าน เพื่อป้องกันเหตุร้าย ด้วยการตรวจสอบโทรทัศน์วงจรปิด ภายในสถานีและบนขบวนรถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์สามารถใช้การได้ และจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจตราบริเวณโดยรอบสถานี ตลอด 24 ชั่วโมง ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการตรวจสอบความปลอดภัยของสภาพรางและเส้นทางการเดินรถเป็นประจำทุกวัน การติดตั้งเครื่องตรวจอาวุธและวัตถุระเบิดแบบ X-ray ช่องอุโมงค์สัมภาระ เครื่องตรวจจับ
วัตถุโลหะแบบเดินผ่านและเครื่องตรวจจับวัตถุโลหะแบบมือถือพกพา สำหรับใช้งานที่สถานี

พร้อมกันนี้ได้ เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟและพนักงานประจำสถานีและบนขบวนรถในการตรวจความเรียบร้อย รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารที่เดินทาง

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

กระทรวงพาณิชย์ หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุ ดัน ไทยเป็นศูนย์กลางให้บริการของโลก

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ เร่งส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่เติบโตเป็นอย่างมากทั่วโลก โดยไทยมีความพร้อมทั้งบุคคล และสถานบริการทางการแพทย์ ทำให้ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุของไทยสามารถตอบโจทย์ผู้สูงอายุจากทั่วโลกได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวและสถานพยาบาลของไทย มีจำนวนประมาณ 400 แห่ง โดยร้อยละ 49 ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล จำนวนทั้งสิ้น 146 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1,307 ล้านบาท โดยแนวโน้มการเติบโตของผู้สูงอายุทั่วโลก มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นมาก เฉพาะในประเทศไทยคาดว่า ปี 2563 จะมีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 19 หรือเกือบ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และปี 2573 จะมีจำนวนเพิ่มสูงถึง 17.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 26.57 หรือกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เดี๋ยวนี้การเดินทางไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางโดยเครื่องบินที่ราคาถูกลง แถมมีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจออกมาไม่ขาดสาย และอาจจะด้วยยุคสมัยที่คนมีความกล้าและต้องการจะเห็นโลกกว้างมากขึ้น ทำให้คนนิยมไปต่างประเทศกันตั้งแต่อายุยังน้อยๆ
สำหรับใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยว ไม่ว่าจะไปลุยเดี่ยว ไปกับแฟน เพื่อนซี้ หรือไปกับครอบครัว แต่อาจจะมีงบค่อนข้างจำกัด วันนี้เราขอแนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในการท่องเที่ยวได้อย่างไม่ยากเย็น แถมยังแฮปปี้กับทริปอีกต่างหาก มาดูกันเลยค่ะ
เที่ยวช่วงที่ไม่ใช่ ไฮ ซีซั่น
ทุกคนคงพอจะทราบว่า ช่วง ไฮ ซีซั่น คือช่วงฮอทฮิตที่คนนิยมไปเที่ยวกันในสถานที่นั้นๆ อย่างประเทศไทยก็ช่วงปลายปีจนถึงประมาณเดือนมีนาคม เพราะเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป ฝนไม่ค่อยตก ฉะนั้น ทั้งชาวต่างชาติและคนในประเทศจึงแห่กันไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ช่วงนี้
เหตุนี้จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ อัพราคาสินค้าและบริการของตนเองให้สูงขึ้นเพราะรู้ว่า ยังไงก็มีคนจ่ายแน่นอน สร้างกำไรมหาศาล อย่างโรงแรมที่ปกติมีราคาห้องธรรมดา 500 บาท อาจปรับราคาสูงถึง 1,000 บาทในช่วง ไฮ ซีซั่น ก็ได้
ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะประหยัดเงิน ก็ลองวางแผนไปเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่ ไฮ ซีซั่น จะดีกว่า รับรองว่าประหยัดเงินได้เยอะเลยล่ะ แถมยังคนไม่แออัดด้วย
ยืดหยุ่นกับการเลือกเที่ยวบิน

สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางทางอากาศ เราขอแนะนำให้ใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินอย่าง Kayak.com หรือ Cheaptickets.com เพราะเราจะได้เลือกดีลเที่ยวบินที่ถูกที่สุด กับสายการบินที่เราพอใจได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ ถ้าเป็นไปได้ให้ซื้อตั๋วแบบที่บินกลางสัปดาห์จะดีกว่าบินช่วงสุดสัปดาห์ และถ้าไปต่างประเทศอาจจะเลือกแบบที่เปลี่ยนเครื่อง 1-2 ที่ก่อนจะถึงปลายทาง ซึ่งสำหรับการเดินทางคนเดียวอาจจะดูเหมือนประหยัดได้ไม่มาก แต่ถ้าเดินทางพร้อมกันเป็นครอบครัว 3-5 คน จะเห็นได้ว่าประหยัดได้มากเลยล่ะค่ะ
ลืมโรงแรมดังไปได้เลย

ส่วนมากโรงแรมที่มีชื่อเสียงทั้งหลายมักมีค่าห้องที่แพงสุดๆ แต่ถ้าลองคิดดูให้ดีๆ เวลาเราไปเที่ยว เราไม่ได้ใช้เวลาทั้งวันอยู่ในโรงแรมเสียหน่อยใช่ไหมล่ะ? ยังไงเราก็ต้องอยากออกไปทำนั่นทำนี่ข้างนอกให้คุ้มกับที่มาเที่ยว ฉะนั้น เราจะจ่ายเงินหลายพันให้กับโรงแรมที่เราแค่ใช้เวลานอนไม่กี่ชั่วโมงทำไมล่ะ

ลองหันมาใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาค่าห้องโรงแรมอย่าง Agoda.com หรือ Expedia.com ที่จะช่วยแสดงรายการค่าที่พักโรงแรมในราคาพิเศษสุดๆ หรือจะใช้ Airbnb.com ที่เป็นแหล่งของผู้ปล่อยให้เช่าที่พักรายย่อย ที่มักมีราคาถูกและเราสามารถพูดคุยกับเจ้าของที่พักได้โดยตรงด้วย

หรือถ้าใครอยากจะสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นของสถานที่ที่จะไปเที่ยวจริงๆ ลองใช้เว็บไซต์ CouchSurfing.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้เราเป็นแขกในบ้านของคนในท้องถิ่นได้ฟรีๆ แถมยังทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนในท้องถิ่นจริงๆ เผลอๆ ได้ไกด์เที่ยวฟรีด้วยอีกต่างหาก
จองทัวร์ในวินาทีสุดท้าย

ปกติ เวลาเราจะเดินทางทางเครื่องบิน ตั๋วเครื่องบินจะแพงสุดๆ เวลาเราจะจองใกล้เดินทาง แต่รู้ไหมคะว่า พวกทัวร์ต่างๆ จะสามารถลดราคาค่าทัวร์ให้เราได้เยอะเลยถ้าเราไปจองในวินาทีสุดท้าย

อย่างสมมุติเราไปเมืองที่มีทะเล เวลาเขาจะออกเรือไปที่เกาะต่างๆ เขาก็คงไม่อยากให้เรือมีคนน้อยๆ ต่อรอบหรอก ฉะนั้น บริษัทพวกนี้จะยอมขายถูกลงหน่อย ขอแค่เราขึ้นเรือไปรอบนั้นด้วยให้เรือเต็มเท่านั้นเอง จากที่อาจต้องเสียเงินคนละ 400 บาท เราอาจได้จ่าย 300 บาท เป็นต้น
เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ

แทนที่จะนั่งแท็กซี่ตลอดทริป ลองนั่งรถประจำทางหรือรถไฟจะประหยัดกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเพราะแท็กซี่ต่างประเทศแพงสุดๆ ลองหาแผนที่ ศึกษาเส้นทางการเดินทางโดยการใช้ขนส่งสาธารณะดู ถ้างงๆ ก็ถามคนแถวนั้นดู หรือถามเจ้าหน้าที่ในที่พักของเราก็ได้

การเดินทางด้วยวิธีนี้ นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังทำให้เราได้เห็นสภาพวิถีชีวิตของคนในที่แห่งนั้นมากกว่า มีอะไรให้มองเยอะกว่า และอาจจะได้เพื่อนใหม่ง่ายๆ ด้วย
กินของท้องถิ่น

สำหรับคนที่ชอบลองทานอาหารหลากหลายชนิดข้อนี้คงทำได้สบายมาก ไม่ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหน ลองหาอาหารตามริมทางหรือในย่านที่ไม่ใช่ย่านนักท่องเที่ยวดู เพราะนั่นมักจะเป็นอาหารที่คนท้องถิ่นกินกันเป็นปกติ และมักมีราคาไม่แพง

อาหารเป็นสิ่งที่แสดงถึงวีถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น ถ้าอยากซึมซับความเป็นท้องถิ่นของที่ที่เราไป ถ้าเป็นต่างประเทศ ก็ควรทานอาหารของประเทศนั้น ไม่ใช่มัวมองหาร้านอาหารไทย อย่างนี้เป็นต้นค่ะ

การไปท่องเที่ยวให้ประหยัด ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเจอกับความลำบาก เพราะมันคือการใช้เงินอย่างชาญฉลาด โดยเลือกมองสิ่งที่อาจไม่ได้มอบความสะดวกสบายที่สุด ให้เป็นโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

แทนที่เราจะเสียเงินหลายพันหลายหมื่นที่เก็บออมไว้หลายเดือนกับทริปทริปเดียว สู้เอาเงินตรงนี้ไว้ใช้เที่ยวให้ได้หลายๆ ที่ดีกว่า หวังว่าทุกคนจะสามารถเอาเคล็ดลับการท่องเที่ยวแบบกระเป๋าไม่ฉีกที่ มาสิ แนะนำไปปรับใช้กับตัวเองในทริปครั้งหน้า แล้วอย่าลืมเปรียบเทียบบัตรสมาชิกโรงแรมเพื่อเปรียบเทียบส่วนลดเจ๋งๆ จากเราด้วยนะคะ!

บริษัท รับสร้างบ้านอุดร ด้วยเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัย

รับสร้างบ้านอุดร

          บริษัท โมเดิร์นดี รับสร้างบ้าน อุดร ขอนแก่น เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ตกแต่งบ้าน ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

          รับสร้างบ้านอุดร รับออกแบบ ตกแต่ง ต่อเติมบ้าน อาคาร มีสำนักงานตั้งอยู่ใน อุดร ขอนแก่น และโซนภาคอีสาน โมเดิร์นดี สร้างความแตกต่างที่เป็นคุณ “Make IT Different” จากทีมงานผู้ประสบการณ์ ความชำนาญการพิเศษเฉพาะทาง มากกว่า 20 ปี ผลงานมากกว่า 300 โครงการ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัย จึงทำให้เราได้รู้ถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง คุยง่าย เข้าใจคุณ ดำเนินนโยบายการออกแบบ ก่อสร้างบ้าน ภายใต้แนวคิด “The Different 4” เราเน้นความรับผิดชอบต่องาน และความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พิสูจน์ได้ด้วยรางวัล สุดยอดผู้รับเหมาบิลด์ Golden Contractor 2014 และผลงานการก่อสร้างอาคารอีกมากมาย กว่า 300 โครงการ จึงทำให้ท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ท่านควรเลือกเรา

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

http://www.modern-de.com/