ราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัด (รอบปี 2559 – 2562 )

ราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัด (รอบปี 2559 – 2562 )

ราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัด (รอบปี 2559 – 2562 )

โดยปกติแล้ว ราคาประเมินที่ดิน จะถูกปรับเปลี่ยนรอบทุก 3 ปี แนวโน้มการปรับตัวของราคาที่ดินย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพเป็นสำคัญแต่ละพื้นที่ แม้บางจังหวัดจะมีภาพรวมการปรับเปลี่ยนราคาประเมินที่ดินค่อนข้างสูงจากรอบปีก่อน แต่ก็ไม่ได้แสดงว่า ที่ดินจะมีราคาสูงแพงกว่าจังหวัดอื่นเสมอไป TerraBKK Research พบข้อมูลสถิติเกี่ยวกับราคาประมินทุนที่ดินรอบใหม่ ปี 2559 -2562 เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจ ดังนี้

จากข้อมูลสถิติ การเปลี่ยนแปลงของ ราคาประเมินที่ดิน รอบบัญชีปี พ.ศ.2559 – 2562 ทุกจังหวัดทั่วประเทศจาก กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง TerraBKK Research พบว่า การเปลี่ยนแปลงราคาประเมินทุนทรัพย์ ในรอบใหม่นี้ ที่ดินทั่วประเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 27.72% โดย 3 จังหวัดแรกที่มีระดับราคาประเมินที่ดินสูงสุดของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพ 1,000,000 บาท/ตารางวา (ถนนสีลม) , สงขลา 400,000 บาท/ตารางวา (ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 อ.หาดใหญ่) และ เชียงใหม่ 250,000 บาท/ตารางวา (ถนนท่าแพ,ถนนวิชยานนท์,ถนนช้างคลาน ทิศเหนือถนนศรีดอนไชย)

หากมอง ภาครวมระดับภูมิภาค จะพบค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดิน ดังนี้

กรุงเทพ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15.78%

ปริมณฑลของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.97%

ภาคกลาง เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 22.79%

ภาคเหนือ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 37.31%

ภาคตะวันออก เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 22.98%

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 33.50%

ภาคใต้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 21.04%

ภาคตะวันตก เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 39.59%

TerraBKK Research จัดทำ แผนภาพราคาประเมินที่ดิน 77 จังหวัดทั่วไทย ไล่ระดับสีตามระดับการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดิน รายละเอียดดังนี้

TerraBKK Research จัดทำ ตารางข้อมูลรายจังหวัด ประกอบด้วย ราคาต่ำสุด , ราคาสูงสุด , บริเวณราคาสูงสุด และ การเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดินเฉลี่ยทั้งจังหวัด รายละเอียดดังนี้

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

พณ.หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุศูนย์กลางโลก

กระทรวงพาณิชย์ หนุนธุรกิจบริการผู้สูงอายุ ดัน ไทยเป็นศูนย์กลางให้บริการของโลก

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ เร่งส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่เติบโตเป็นอย่างมากทั่วโลก โดยไทยมีความพร้อมทั้งบุคคล และสถานบริการทางการแพทย์ ทำให้ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุของไทยสามารถตอบโจทย์ผู้สูงอายุจากทั่วโลกได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวและสถานพยาบาลของไทย มีจำนวนประมาณ 400 แห่ง โดยร้อยละ 49 ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล จำนวนทั้งสิ้น 146 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1,307 ล้านบาท โดยแนวโน้มการเติบโตของผู้สูงอายุทั่วโลก มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นมาก เฉพาะในประเทศไทยคาดว่า ปี 2563 จะมีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 19 หรือเกือบ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และปี 2573 จะมีจำนวนเพิ่มสูงถึง 17.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 26.57 หรือกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

หวั่นนโยบาย”อุตสาหกรรม 4.0″ ทำคนตกงานพุ่ง เสนอยกเลิกจ้างเหมาจ่าย

หวั่นนโยบาย"อุตสาหกรรม 4.0" ทำคนตกงานพุ่ง เสนอยกเลิกจ้างเหมาจ่าย

หวั่นนโยบาย”อุตสาหกรรม 4.0″ ทำคนตกงานพุ่ง เสนอยกเลิกจ้างเหมาจ่าย

เครือข่ายผู้ใช้แรงงานห่วง “อุตสากรรม 4.0” ทำคนตกงานเพียบ เรียกร้องยกเลิกจ้างเหมาจ่าย หามาตรการรองรับผลกระทบการเลิกจ้างแรงงาน หลังจากบริษัทโตโยต้าเลิกจ้างพนักงาน ชี้ที่ผ่านมากฎหมายไม่ได้แยกสิทธิลูกจ้างประจำ-ชั่วคราว

การปลดลูกจ้างเหมาค่าแรงประมาณ 900 คน ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย และเงินเพิ่มพิเศษให้กับลูกจ้างที่เข้าร่วมโครงการ “จากกันด้วยใจ” โดยอ้างเหตุผลเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อการส่งออก

นายวิสุทธิ์ เรืองฤทธิ์ รองประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องผิดปกติและอาจหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกจ้าง หากการปลดเกิดจากผลกระทบอุตสาหกรรม 4.0 ที่นำเทคโนโลยีมาทดแทนคน

ศ.พิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลิกจ้างของนายจ้างไม่ผิดกฎหมาย แต่ควรให้ความยุติธรรมทั้งทางกฎหมายและสังคม กรณีดังกล่าวเห็นว่าบริษัทแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้ลูกจ้างดำเนินการฟ้องร้องนายจ้าง ทั้งที่การเลิกจ้างจากภาวะเศรษฐกิจ ต้องเกิดขึ้นทุกระดับของนายจ้างและลูกจ้าง

เครือข่ายผู้ใช้แรงงานยังตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทดังกล่าวติดอันดับ 2 ของประเทศที่มีรายได้สูงสุดกว่า 400,000 ล้านบาท และผลกำไรสูงสุดเป็นอันดับ 4 มากเกือบ 30,000 ล้านบาท จึงไม่สอดคล้องกับเหตุผลภาวะเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลยกเลิกการจ้างงานเหมาค่าแรงทุกรูปแบบในทุกกระบวนการผลิต และหามาตรการรองรับผลกระทบการเลิกจ้างแรงงานจากอุตสาหกรรม 4.0 เพราะที่ผ่านมากฎหมาย ไม่ได้แยกสิทธิของลูกจ้างประจำกับลูกจ้างเหมาค่าแรงอย่างชัดเจน

ราคาน้ำมันลดลงหลังUSเพิ่มกำลังผลิต

ราคาน้ำมันลดลงหลังUSเพิ่มกำลังผลิต

ราคาน้ำมันลดลงหลังUSเพิ่มกำลังผลิต

ราคาน้ำมันลดลงอีกครั้ง หลังสหรัฐ ฯ เพิ่มกำลังผลิต บวกกับเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ปัจจัยต่อเนื่องจากรายงานการจ้างงาน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงวันนี้ พร้อมกับที่สหรัฐ ฯ เพิ่มการขุดเจาะ และค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งค่าขึ้น หลังการรายงานตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์ยังได้กำไรจากความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังรายงานตัวเลขจ้างงานสหรัฐ ฯ เพิ่มขึ้น 287,000 อัตรา ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่เมื่อเดือนพฤษภาคม ไม่ค่อยสดใสนัก อย่างไรก็ตาม ผู้ค้ากล่าวว่า ผลกำไรที่ได้รับเป็นกำไรเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการลดลงเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันก่อน ทั้งนี้ การวัดการส่งออกในอนาคต คาดว่าจะเพิ่มขึ้นด้วย

โดยการซื้อขายเมื่อวันที่ผ่านมา ตลาดสหรัฐ ฯ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคมลดลง 30 เซนต์ อยู่ที่ 45.11ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ ส่วนตลาดเบรนท์ทะเลเหนือของอังกฤษ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 30 เซนต์ เช่นกัน อยู่ที่ 46.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นได้ ปัจจัยจากจำนวนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น บวกกับมาตรการน้ำมัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นเหมือนจะทำให้ราคาน้ำมันถูกขึ้น สำหรับผู้ใช้น้ำมันในสกุลเงินอื่น

มีเงินเย็น แสน – ล้าน – สิบล้านบาท ลงทุนอะไรดีให้งอกเงย ?

มีเงินเย็น แสน – ล้าน – สิบล้านบาท ลงทุนอะไรดีให้งอกเงย ?

มีเงินเย็น แสน – ล้าน – สิบล้านบาท ลงทุนอะไรดีให้งอกเงย ?

ในทุกวันนี้หากใครที่มีเงินก้อนหรือเงินเก็บและคิดหวังจะได้เก็บกินดอกเบี้ยเป็นกอบเป็นกำจากเพียงแค่บัญชีเงินฝากธรรมดานั้นคงจะต้องฝันสลายเสียแล้ว เพราะดอกเบี้ยที่มีอัตราชนิดที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แทบจะไม่ให้ผลตอบแทนที่งอกเงยขึ้นมาเลย หลายคนที่มีเงินเก็บจึงมองหาช่องทางอื่นที่จะทำเงินก้อนของพวกเขาให้งอกเงยขึ้นมา การจะนำเงินก้อนที่มีโยกย้ายไปไว้ในจุดที่ได้ดอกผลที่งอกเงยนั้น ก่อนอื่นเราต้องตอบคำถามสองข้อนี้ให้ได้เสียก่อน

1. ปัจจัยในเรื่องของระยะเวลา

เราต้องการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนหรือกำไรที่งอกเงยกลับมาในช่วงระยะเวลาช้าหรือเร็วเท่าไร เช่น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และเงินก้อนนี้เป็นเงินที่จำเป็นต้องหยิบมาใช้เมื่อไหร่ หรือเป็นเงินเย็นที่ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ใด ๆ ในระยะยาว เช่น เป็นเงินก้อนที่สะสมไว้เพื่อเป็นทุนสำหรับศึกษาต่ออีกสองปีข้างหน้า ระหว่างนี้จึงอยากจะนำมาลงทุนให้งอกเงยหรือเป็นเงินที่จะเก็บไว้เป็นเงินทุนสำหรับไปเดินทางท่องเที่ยวในอีก 6 เดือนข้างหน้า เป็นเงินที่จะเก็บไว้ออมเพื่อใช้ในยามแก่เฒ่า เป็นต้น

2. การยอมรับความเสี่ยงและการคาดหวังในผลตอบแทน

เราจะต้องสำรวจและตอบตนเองให้ได้ว่า ความเสี่ยงที่มากที่สุดที่พร้อมจะเสี่ยงนั้นเป็นมูลค่าเท่าไรที่เราสามารถยอมรับได้ และผลตอบแทนเท่าไรที่เราตั้งเป้าคาดหวังไว้ว่าต้องการจะได้รับ ซึ่งอย่าลืมว่าการคาดหวังผลตอบแทนสูง ๆ แต่ไม่ต้องการเสี่ยงหรือเสี่ยงน้อยที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเป็นไปได้เลยในทางปฏิบัติ

หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนที่เราต้องมาพิจารณาว่า เราจะเลือกลงทุนในทรัพย์สิน ทุนหรือ หุ้น ใดที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลงตัวระหว่างระยะเวลา และมูลค่าผลตอบแทนตามที่เราต้องการนั้น

มีเงิน 100,000 บาท ลงทุนอย่างไรดี

เรามาเริ่มกันที่เงินก้อน 100,000 บาท ว่าจะลงทุนอย่างไรดีให้งอกเงยเป็นที่น่าพอใจ ตัวอย่างเช่น เราตั้งเป้าคาดหวังผลตอบแทนที่ 1% เราก็ต้องมองหาวิธีลงทุนแบบต่าง ๆ ที่มากกว่า 1% ก็จะเรียกว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย

สำหรับเงินจำนวนนี้ ถ้าเลือกจะลงทุนในธุรกิจก็น่าจะยากมาก อย่างมากก็ได้แค่ธุรกิจส่วนตัว และยังต้องมีเงินทุนหมุนเวียนและเงินสำรองอีก ดังนั้น ถ้ามีเงินเย็นระดับนี้ แนะนำให้นำไปฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งมีทั้งแบบออมทรัพย์และฝากประจำจะดีกว่า หรือไม่ก็เลือกมองหาหุ้นปันผลที่มีความมั่นคง กิจการดีและมีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่อง ซึ่งจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่า % ที่คาดหวังด้วย

ทั้งนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นนั้นต้องพึงรู้ไว้ก่อนว่ามีความเสี่ยงต่อเงินต้นมากกว่าเงินฝากธนาคาร แต่ถ้าวิเคราะห์หาหุ้นดี ๆ ไม่ซื้อหุ้นปั่น หุ้นเน่า ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว เงินแสนบาทก็สามารถงอกเงยได้แน่นอน ถ้ามีหลายแสนก็ทบกันไปตามสัดส่วน

หากมีเงิน 1 ล้านบาท จะนำเงินก้อนนี้มาลงทุนอะไรดี

การพิจารณานำเงินก้อน 1 ล้านบาท มาลงทุนเพื่อให้ได้ผลกำไรงอกเงยนั้น มีทางเลือกที่มากกว่าเงินหลักแสน เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในหุ้นต่าง ๆ การลงทุนในทองคำ หุ้นทองคำประเภทต่าง ๆ ตราสารหนี้ หรือ ฟิวเจอร์ เป็นต้น ซึ่งหลักในการลงทุนเงินหลักล้าน สำหรับคนในวัยสูงอายุ และคนในวัยหนุ่มสาวนั้นมีหลักในการพิจารณาต่างกันดังนี้

การลงทุนในเงิน 1 ล้านบาท สำหรับคนในวัยสูงอายุ

คนมีอายุนั้นควรพิจารณาการลงทุนที่มีการเสี่ยงไม่สูงมากในอัตราส่วนที่มากหน่อยเมื่อเทียบกับอัตราส่วนเงินทั้งหมดที่จะลงทุน อย่างตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นประเภทบริษัทที่มีเกรดในการลงทุนสูงกว่าในระดับ BBB หรือกองทุนรวมในตราสารหนี้ และแบ่งส่วนที่เหลือกระจายลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นค่าเช่าที่มีงวดรับสม่ำเสมอ หรืออาจเป็นกองทุนที่ลงในประเภทของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ก็ได้

 n การลงทุนในเงิน 1 ล้านบาท สำหรับคนในวัยหนุ่มสาว

คนในวัยหนุ่มสาวนั้น สามารถจะลงทุนในความเสี่ยงที่มากกว่าเพื่อให้ได้รับผลกำไรที่มากกว่าได้ เพราะยังมีทางเลือกในการหาเงินสำรองในรายได้อีกหลายช่องทาง ยังมีแรงและกำลังและช่วงเวลาในการหาเงินมากกว่า จึงสามารถแบ่งส่วนในเงิน 1 ล้านบาท มาลงในตราสารหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าได้ หรือแบ่งส่วนมาลงในกองทุนประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนหนึ่ง และส่วนสุดท้ายซึ่งอาจเป็นสัดส่วนไม่มากเท่าสองส่วนแรกคือ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้

หลักในการลงทุนเงินก้อน 1 ล้านบาท ก็คือ การรู้จักกระจายสินทรัพย์ในการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงและผลกำไร ( Asset Allocation) หากมีการพิจารณาการกรายลงทุนที่พอเหมาะในจำนวนเงิน 1 ล้านบาท นี้ จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่พอใจ ในอัตราความเสี่ยงที่พร้อมจะรับได้

กรณีที่มีเงิน 10 ล้านบาท ต้องการทำให้งอกเงยจะลงทุนกับอะไรดี

สำหรับเงิน 10 ล้านบาทนั้น เป็นเงินจำนวนที่สามารถให้ดอกผลได้เป็นกอบเป็นกำและเห็น จับต้องได้ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น คำถามอยู่ที่ว่าคุณสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด และต้องการผลตอบแทนจากเงินก้อนจำนวน 10 ล้านมาก เท่าไรต่อปี

ในจำนวนเงิน 10 ล้านบาท สำหรับคนในวัยสูงอายุ อาจจะไม่ใช่วัยที่จะต้องนำเงินก้อนนี้มาเสี่ยงอีกแล้ว สามารถนำเงินไปลงทุนในการซื้อสลากออมสิน ยกตัวอย่างเช่น

หากลงทุนในฉลากออมสินเป็นเงิน 5 แสนบาท จะได้ผลกำไรเป็นเงิน 300 บาทต่อเดือน ซื้อ 10 ล้าน จะได้เดือนละ 6,000 บาท และยังมีรางวัลอื่น ๆ ที่อาจจะได้จากฉลากออมสิน ซึ่งรวมแล้วอาจได้ถึง 10,000 บาทต่อเดือน เมื่อครบกำหนด 3 ปี จะได้ดอกเบี้ยอีกเป็นเงินหน่วยละ 3 บาท ดังนั้น เงิน 10 ล้านบาท ใน 3 ปี จะได้ผลตอบแทน 3 แสนบาท และในเงินส่วนที่เป็นรางวัลก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วย ข้อดีก็คือไม่มีความเสี่ยงเลยก็ว่าได้

ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น อพาร์ทเม้นท์ เป็นการลงทุนที่ดีแต่ต้องพิจารณาทำเลและองค์ประกอบของอพาร์ทเม้นท์ว่าสามารถมีคนเข้าพักอาศัยที่มีศักยภาพและสามารถให้ผลตอบแทนกำไรทุกเดือน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เช่นนี้ก็เหมือนดังที่เขาว่ากันว่า เสือนอนกิน เมื่อใช้เงินก้อนซื้ออพาร์ทเม้นท์ก็ไม่ต้องปันผลประกอบการไปให้กับดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร และเมื่อวันเวลาผ่านไปนอกจากผลตอบแทนที่ได้จากผู้เช่าแล้ว ยังได้กำไรจากมูลค่าของที่ดินที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ยังชอบเสี่ยงอยู่อาจจะนำเงินมากระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ และกองทุนต่าง ๆ การกระจายประเภทการลงทุนจะเป็นการกระจายความเสี่ยงได้อย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนในหลักแสน หลักล้าน หรือหลัก10 ล้านก็ตาม การจะทำเงินให้ได้ผลกำไรที่งอกเงย เป็นสิ่งที่น่าคิดและสมควรจะทำ เพื่อบริหารให้เงินทำงานให้เราและเพื่อความมีอิสระทางด้านการเงินที่แท้จริง สิ่งสำคัญอยู่ที่ความรู้และความรอบคอบในการลงทุนนั่นเอง

การเงินการธนาคารจัดสัมมนา “อภิมหาสงครามหุ้นแห่งศตวรรษ”

การเงินการธนาคารจัดสัมมนา "อภิมหาสงครามหุ้นแห่งศตวรรษ"

การเงินการธนาคารจัดสัมมนา “อภิมหาสงครามหุ้นแห่งศตวรรษ”

MONEY & BANKING IN THEATRE EPISODE II
STOCK WARS : SMART BEAR VS RICH BULL
อภิมหาสงครามหุ้นแห่งศตวรรษ
วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 13.00 -17.00 น.
ณ SF World Cinema ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องกับสัมนาเจาะลึกการลงทุนในหุ้นจากกูรูขั้นเทพ เมื่อปีที่แล้ววารสารการเงินธนาคารและ Money & Banking Television จัดสัมมนาในโรงภาพยนต์ขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อ MONEY & BANKING IN THEATRE EPISODE I : STOCK RANGER ล่าหุ้นสุดขอบฟ้า ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม มีนักลงทุนให้ความสนใจเข้าฟังเต็มโรงภาพยนต์ และในปีนี้ กลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง MONEY & BANKING IN THEATRE EPISODE II STOCK WARS SMART : BEAR VS RICH BULL อภิมหาสงครามหุ้นแห่งศตวรรษ นักลงทุนที่ STRONG เท่านั้น จึงจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้

ช่วงที่ 1 เช็คลิสต์ ค้นพบเทคนิคการลงทุนสไตล์ Smart Bear vs Rich Bull
(โดย : คุณณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และ คุณกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)

• ค้นพบรูปแบบและธรรมชาติการลงทุนในสไตล์ Smart Bear vs Rich Bull
• จับจุด ลดข้อผิดพลาดการลงทุนในอดีต
• เทคนิคลงทุนสร้างความสำเร็จตามสไตล์ Smart Bear vs Rich Bull
ช่วง 2 Special Guest เสริมอาวุธ สร้างพอร์ตแกร่ง
อัศวินแห่งกองทุน: (โดย : คุณวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย
• เคล็ดไม่ลับ บริหารพอร์ตเงินล้านผ่านกองทุน
• แปรประเด็นเศรษฐกิจเป็นโอกาสการลงทุน
• กองทุนที่น่าสนในสไตล์ของ Smart Bear // Rich Bull
อัศวินแห่ง Super Trader (โดย : คุณปุณยวีย์ จันทรขจร หรือ โค๊ชเป๊ก)
• สร้างพอร์ตเงินล้านด้วยสไตล์การลงทุนแบบ Swing Trade
• ประเมินวัฐจักรสินทรัพย์ผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจ
• เทคนิคการลงทุน สร้างกำไร (เครื่องมือ // สินทรัพย์ // สินค้า // ที่ใช้ในการสร้างกำไร)

ช่วงที่ 3 ประกาศชัยชนะแห่งศตวรรษ ค้นหาหุ้น STRONG
• ปัจจัยลงทุนหุ้นครึ่งปีหลัง 2559
• กรอบการซื้อขาย และกลยุทธ์การลงทุน
• เผยหุ้นเด็ด พร้อมอธิบายรายละเอียดแบบเรียงตัว
งานนี้วารสารการเงินธนาคารตั้งใจจัดหนักจัดเต็มเอาใจนักลงทุนเพื่อให้เป็นผู้ชนะในสงครามหุ้นอย่างแท้จริง สำหรับนักลงทุนและผู้ที่สนใจการลงทุนติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่คุณแพรวพรรณ์ พรมงาม (ก้อย) โทร: 0-2690-0921-2 หรือคุณปัจฉิมา พรมวงษ์ (นิกกี้) โทร : 0-2691-4126-30 ต่อ 131 http://www.moneyandbankingtv.com/

บัญชีกลางแจง ขรก.ไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์ ยังได้รับเงินเหมือนเดิม

บัญชีกลางแจง ขรก.ไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์ ยังได้รับเงินเหมือนเดิม

บัญชีกลางแจง ขรก.ไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์ ยังได้รับเงินเหมือนเดิม

เฟซบุ๊กกรมบัญชีกลาง ได้ลงภาพเพื่อชี้แจงกรณีเกิดข่าวลือ ว่า ข้าราชการ ลูกจ้างผู้รับบำนาญ หากไม่ลงทะเบียน พร้อมเพย์(PromptPay)  จะไม่ได้รับเงินจากทางราชการ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 เป็นต้นไป นั้นไม่เป็นความจริง

โดยทางกรมบัญชีกลางชี้แจงว่า ทุกคนยังได้รับสิทธิตามเดิม แต่หากไปลงทะเบียนจะประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนได้มากตั้งแต่ 15 ก.ค.เป็นต้นไป

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เว็บไซต์หางานชั้นนำของเอเชียแนะบุคลากรไทยต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวทันความต้องการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในยุคหน้า พร้อมกับเผย 10 สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด และข้อมูลฐานเงินเดือนเชิงลึกจากทุกอุตสาหกรรม และระดับตำแหน่งงาน จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 40,000 รายทั่วประเทศ

นางสาวนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคภายในแนวคิด Thailand 4.0 โดยจะปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสิทธิภาพ” เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” โดยหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจยุคประเทศไทย 4.0 นั้นก็คือ การพัฒนาบุคลากรในมิติต่างๆ ให้มีคุณภาพเพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนและยกระดับผลิตภาพ (Productivity)
ซึ่ง jobsDB ต้องการแนะนำให้ทั้งผู้สมัครงานและผู้ประกอบการ วางแผนและเตรียมความพร้อมของตนเองในอาชีพการงานที่เหมาะสม ได้เห็นโครงสร้างเงินเดือนแต่ละระดับตำแหน่งงานและแต่ละอาชีพในตลาดที่แท้จริง รวมไปถึงสามารถเลือกศึกษาและพัฒนาทักษะการทำงานให้เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานที่ตลาดต้องการ และสอดคล้องกับนโยบายประเทศ
อีกทั้งยังได้ทราบว่าสาขาวิชาชีพไหนที่ขาดแคลนเป็นที่ต้องการในตลาดงาน ซึ่งจากผลรายงานจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40,000 รายที่ใช้บริการของ jobsDB ได้มีผลรายงาน 10 สายงานที่ตลาดงานต้องการและ 10 อาชีพเงินเดือนมากที่สุดในตลาดดังนี้

สายงานที่ตลาดงานต้องการมากที่สุดใน

ระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป 3 อันดับแรก คือ

1) งานขาย บริการลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ  2) ธุรการและทรัพยากรบุคคล 3) วิศวกรรม


ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลาง คือ

1) วิศวกรรม 2) ไอที 3) บัญชี


ระดับหัวหน้างาน คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) วิศวกรรม และ


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) การตลาดและประชาสัมพันธ์

นอกจากนี้ jobsDB ยังได้จัดทำผลสำรวจเงินเดือนที่มีเงินเดือนสูงสุดในประเทศไทยในแต่ละระดับตำแหน่ง ทั้งนี้สายงานที่มีเงินเดือนมากที่สุด 3 อันดับแรก
ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป คือ

1) โทรคมนาคม เริ่มต้นที่ 28,467 บาท 2) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 22,731 บาท และ3) ไอที เริ่มต้นที่ 21,854 บาท


เนื่องจากการผลิตบุคลากรสาขาดังกล่าวต่อปีมีจำนวนจำกัด
ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลางคือ

1) โทรคมนาคมเริ่มต้นที่ 38,125 บาท  2) งานธนาคาร งานการเงิน เริ่มต้นที่ 37,667 บาท และ3) บริการเฉพาะทางเริ่มต้นที่ 36,133 บาท


โดยมีสาเหตุจากการเปลี่ยนงานของบุคลากรเมื่อเริ่มทำงานในสายงานนี้จนมีความมั่นใจและความชำนาญในระดับหนึ่ง
ระดับหัวหน้างาน คือ

1) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 51,208 บาท 2) งานประกันภัยเริ่มต้นที่ 50,855 บาท และ 3)บัญชี เริ่มต้นที่ 49,664 บาท


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) อสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นที่ 87,500 บาท 2) วิทยาศาสตร์ งาน Lab งานวิจัยและพัฒนา เริ่มต้นที่ 83,276 บาท และ 3) ขนส่ง เริ่มต้นที่ 80,738 บาท

“เราต้องการให้คนทำงานมองเห็นโอกาสการเติบโตในสายอาชีพที่ตนทำอยู่ ด้วยการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของตัวเองให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยผลสำรวจเงินเดือนในทุกระดับตำแหน่งงานเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงค่าตอบแทนในแต่ละสาขาอาชีพที่จะช่วยให้คนทำงานมีความรู้สึกอยากพัฒนาทักษะด้านการทำงานของตน จนสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายอาชีพนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวนพวรรณ กล่าว
นางสาวนพวรรณ ยังได้แนะนำว่า หากคนทำต้องที่อยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป ต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้จัดการในอาชีพต่างๆ ต้องมีทักษะพื้นฐานแต่ละอาชีพที่จำเป็น ไปจนถึงความเป็นผู้นำและทัศนะคติที่พร้อมจะเป็นผู้บริหารในสายงานนั้น ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
สายงานเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือ ไอที ต้องมีทักษะความสามารถพิเศษ เช่น มีการค้นคว้าแหล่งข้อมูลเพื่อการสรรหาตรรกะที่ดี วิเคราะห์ สรุปสถานการณ์ สายงานด้านงานบริการเฉพาะทาง ต้องมีทักษะด้านนั้นๆ เช่น งานเฉพาะทางด้านกฎหมาย ต้องมีใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องทราบกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายบริษัท

สมอ.เผย6ด.ประกาศมาตรฐานอุตฯแล้ว98เรื่อง

สมอ.เผย6ด.

สมอ.เผย6ด.ประกาศมาตรฐานอุตฯแล้ว98เรื่อง

เลขา สมอ. เผย 6 เดือนประกาศมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว 98 เรื่อง อยู่ระหว่างพิจารณาอีก 122 เรื่อง คาด ทั้งปีได้ 300 มอก.

นายธวัช ผลความดี เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในรอบ 6 เดือนของปี 2559 สมอ. กำหนดมาตรฐานและประกาศไปแล้วจำนวน 98 เรื่อง อยู่ระหว่างรอประกาศอีก 20 เรื่อง ส่วนที่กำลังดำเนินการอยู่ ขณะนี้ได้ถึงขั้นตอนที่คณะกรรมกำลังการกลั่นกรองอีกจำนวน 122 มอก. คาดการณ์ว่าปี 2559 นี้ สมอ. จะประกาศมาตรฐานได้ถึง 300 มอก. รวมทั้งมาตรฐานเร่งด่วน ได้แก่ มาตรฐานกลุ่มยางพารา มาตรฐานนวัตกรรม ยานยนต์ ไฟฟ้าและระบบราง ทั้งหมดนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 พบว่า สมอ. สามารถกำหนดมาตรฐานได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าแล้ว

ทั้งนี้ นอกจากจะเร่งกำหนดมาตรฐานแล้ว ในด้านการกำกับดูแล สมอ. ได้จัดทีมตรวจร้านจำหน่ายออกไปตรวจทั่วราชอาณาจักรโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เป็นอันตรายกับผู้บริโภค เช่น เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เครื่องใช้ไฟฟ้า และในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2559 สมอ. จับกุมผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีไปแล้วจำนวน 163 ราย รวมถึงยึดอายัดเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า สมอ. จะไม่หยุดดำเนินการกับเรื่องดังกล่าวโดยจะพัฒนาและปรับปรุงระบบการกำหนดมาตรฐาน และปรับปรุงรูปแบบการกำกับดูแล หามาตรการ ดั่งการทำสัตยาบรรณกับผู้ผลิตเหล็กและร้านจำหน่ายให้มีการผลิต จำหน่ายสินค้า ที่เป็นไปตามมาตรฐาน ตามเจตนารมย์ สมอ. ต่อไป

สศก.เผยประกาศใช้ทะเบียนเกษตรกรปี59มิ.ย.

สศก.เผยประกาศใช้ทะเบียนเกษตรกรปี59มิ.ย.

สศก.เผยประกาศใช้ทะเบียนเกษตรกรปี59มิ.ย.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ระเบียบขึ้นทะเบียนเกษตรกรฉบับ ปี 59 พร้อมประกาศใช้เดือนมิถุนายนนี้

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ. 2559 ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการพิจารณาร่างระเบียบดังกล่าว โดยทาง สศก. ได้ส่งร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ. 2559 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำนักกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ข้อคิดเห็นต่อร่างระเบียบฯ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกัน ในรูปแบบของ ต้นแบบ (Single Form) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้

โดยมีสาระสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขร่างระเบียบในครั้งนี้ ประกอบด้วยประเด็นต่าง ๆ อาทิ การขยายขอบข่ายการประกอบการเกษตรให้ครอบคลุมทุกภารกิจ โดย เพิ่มชนิดสินค้า ให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน ในสังกัด กษ. ปรับปรุงเพิ่มเติมให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร สามารถขอขึ้นในนามของครัวเรือนหรือรายสินค้า กำหนดให้มีหน่วยงานรับขึ้นทะเบียนปรับปรุงเพิ่มเติมหน่วยงานในสังกัด กษ. ในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ให้นายทะเบียนมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขได้ เป็นรายสินค้า หรือรายครัวเรือน และหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียน กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร กำหนดการสิ้นสภาพ และกำหนดให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนเกษตรกรในระดับจังหวัด โดยให้มีหน้าที่บริหารจัดการหรือดำเนินการอื่นใด เพื่อประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้บรรลุวัตถุประสงค์ คาดว่า จะพร้อมประกาศใช้ได้ในเดือนมิถุนายนนี้