ออมสิน เผย ถูกแฮก ATM 21 เครื่อง สูญเงิน กว่า 12 ล้านบาท

ออมสิน เผย ถูกแฮก ATM 21 เครื่อง สูญเงิน กว่า 12 ล้านบาท

ออมสิน เผย ถูกแฮก ATM 21 เครื่อง สูญเงิน กว่า 12 ล้านบาท

ธนาคารออมสิน ปิดให้บริการตู้ ATM บางส่วนระยะหนึ่ง เหตุพบเงินขาดจากกล่องเงินเครื่อง ATM เผยอยู่ระหว่างวิเคราะห์สาเหตุทางเทคนิคร่วมกับผู้ผลิตตู้ ระหว่างนี้ให้ใช้ตู้ ATM ได้ทุกธนาคาร โดย ฟรี! ค่าธรรมเนียม ด้าน ผอ.ออมสิน ย้ำ..จะดำเนินการร่วมกับตำรวจอย่างเร่งด่วนที่สุด ชี้ไม่กระทบกับบัญชีหรือเงินฝากของลูกค้า


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารฯ ได้ขอปิดให้บริการตู้ ATM บางส่วนเป็นการชั่วคราว (เฉพาะตู้บางรุ่นที่ต้องปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของตู้ ATM) หลังพบเงินของธนาคารฯ ที่ใส่ในเครื่อง ATM หายไป ซึ่งไม่ใช่เงินของลูกค้า ไม่ได้กระทบบัญชีของลูกค้าแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ธนาคารฯ ได้ทำการตรวจสอบพบว่าเครื่อง ATM 1 ใน 3 ยี่ห้อ ที่ธนาคารออมสินใช้อยู่ เงินในเครื่องได้หายไป เริ่มแรกพบว่ามีจำนวน 5 เครื่องที่เงินหายไปเป็นจำนวน 960,000 บาท ธนาคารฯ จึงได้ตัดสินใจปิดบริการเครื่องยี่ห้อนี้ทุกเครื่อง เพื่อสำรวจเงินทั้งหมดร่วมกับบริษัทเจ้าของเครื่องและทำการตรวจสอบวิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้น
ล่าสุดได้รับแจ้งจากบริษัทว่าเป็นลักษณะการโจรกรรมเงินในกล่องเงินเครื่อง ATM เฉพาะที่ติดตั้งนอกสถานที่ (Stand Alone) โดยใช้โปรแกรม Malware ซึ่งธนาคารฯ อยู่ระหว่างดำเนินแก้ไขให้เครื่องมีความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ และระหว่างนี้ธนาคารออมสินได้เปิดบริการในจุดติดตั้งที่มีความปลอดภัยเครื่อง ATM ยี่ห้อดังกล่าว 3,343 เครื่อง ตรวจสอบครบแล้วพบมีเงินหายไปจำนวน 21 เครื่อง เป็นเงินรวม 12,291,000 บาท
“ธนาคารออมสิน ต้องการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนและลูกค้าทราบสาเหตุที่ธนาคารฯ ต้องปิดให้บริการตู้ ATM บางรุ่น เพื่อตรวจสอบระบบ ATM ของธนาคาร และเป็นการป้องกันความเสียหายเงินของธนาคารที่อยู่ในตู้ โดยขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับบัญชีและเงินของลูกค้าแต่อย่างใด และจะเร่งดำเนินการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจับตัวผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน”ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าว

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ปิดบริการตู้ ATM บางรุ่นดังกล่าว อาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวก โดยลูกค้าสามารถใช้บริการตู้ ATM ที่ติดตั้งอยู่หน้าสาขาของธนาคารออมสินได้ทุกสาขา รวมถึงตู้ ATM ที่อยู่นอกสาขาบางส่วน นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการผ่านช่องทางอื่นๆ ของธนาคารได้ตามปกติ ได้แก่ บัตร ATM บัตรออมสิน วีซ่าเดบิต บริการ MyMo (Mobile Banking) และ Internet Banking หรือใช้บริการที่เคาน์เตอร์สาขาของธนาคารออมสิน ตามวันและเวลาเปิดทำการของสาขา นั้นๆ และเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการ ATM ลูกค้าสามารถใช้บริการที่ตู้ ATM ได้ทุกธนาคารในเขตพื้นที่เดียวกัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการทำรายการตลอดระยะเวลาที่ปิดบริการดังกล่าว

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

Teddy House การเดินทางของแฟรนไชส์บ้านตุ๊กตาหมี

กว่า 17 ปีมาแล้วที่คนไทยได้เริ่มรู้จักกับ Teddy House แบรนด์ที่เข้ามาทำให้ตุ๊กตาหมีมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน Teddy House ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าคนไทยมากมาย พร้อมๆ กับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ จนถึงวันนี้สามารถขยายสาขาได้ทั้งในและต่างประเทศ
จากการเปิดเผยของ ปิตุภูมิ หิรัณยพิชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็ดดี้ เฮ้าส์ จำกัด ได้ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการเดินทางของธุรกิจตุ๊กตาหมี โดยบอกว่า จากเดิมในยุคคุณแม่ซึ่งทำโรงงานผลิตตุ๊กตาผ้าขน ทำในรูปแบบของการรับจ้างผลิต หรือ OEM เมื่อเวลาผ่านไป จีนเริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งและเกิดเป็นสงครามราคาขึ้นมา ซึ่งในเวลานั้นบริษัทไม่ต้องการที่จะแข่งขันด้วยเรื่องของราคา เพราะด้วยสินค้าที่เน้นความมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานของยุโรป จึงมองถึงการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และโดยส่วนตัวของคุณแม่ซึ่งชื่นชอบตุ๊กตาหมีเป็นทุนเดิม ฉะนั้นเวลาที่ผลิตตุ๊กตาหมีออกมา ผลงานจะดูดีกว่าแบบอื่นๆ และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการทำแบรนด์ Teddy House ขึ้นมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว


จนกระทั่งเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ปิตุภูมิ ในฐานะทายาทธุรกิจได้ก้าวเข้ามารับช่วงบริหาร Teddy House พร้อมทั้งนำเอารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์เข้ามาจับกับธุรกิจตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ จนทำให้แบรนด์ Teddy House ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ
“เราไม่ได้เติบโตมาจากเงินถุงเงินถัง แทบจะไม่มีเงินทุนเลย เพราะฉะนั้นการที่จะขยายเองเป็นสิบๆ สาขาคงเป็นไปไม่ได้ เรามองว่าการที่นำรูปแบบแฟรนไชส์เข้ามาจะทำให้เราขยายได้รวดเร็วมากขึ้น และจะสามารถขยายไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า 8 ปีที่ผ่านมา เราสามารถขยายแฟรนไชส์ได้ถึง 3 ประเทศ นั่นคือ ไทย อินโดนีเซีย และจีน สำหรับแฟรนไชส์ในประเทศไทย เราจะเน้นที่หัวเมืองต่างจังหวัด ตามภูมิภาคต่างๆ ส่วนในกรุงเทพฯ เราขยายด้วยตัวบริษัทเอง เราเริ่มพัฒนาธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์มาตั้งแต่ตอนนั้น คนจะชอบคิดว่าแฟรนไชส์จะต้องใหญ่ ลงทุนเป็นสิบล้าน แต่ความจริงแล้วแฟรนไชส์ คือ การ Set Up ความรู้ของคุณขึ้นมา เหมือนการเขียนตำราหนึ่งเล่ม แล้วมีคนสนใจ คุณก็ขายให้เขา เทรนนิ่งให้เขาแค่นั้นเอง”


สำหรับปัจจุบัน Teddy House มีแฟรนไชส์ในประเทศไทยทั้งหมดถึง 30 สาขา และที่ประเทศอินโดนีเซีย 14 สาขา ประเทศจีนอีก 2 ขาสา โดยปิตุภูมิได้เล่าถึงเส้นทางของการขยายแฟรนไชส์ไปในต่างประเทศ เริ่มต้นประเทศแรกคือ เวียดนาม แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

“หลังจากที่เราเริ่มขยายแฟรนไชส์ในประเทศไทยได้ไม่นาน เราก็เริ่มเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ตอนนั้นมีด้วยกันถึง 4-5 สาขา แต่ด้วยอุตสาหกรรมค้าปลีกของเวียดนามแตกต่างจากบ้านเราพอสมควรเลยทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามยังแตกต่างจากเราพอสมควร เวลาซื้ออะไรสักอย่าง เขาจะคิดก่อนแล้วค่อยตรงไปร้านนั้น จะไม่ใช่การเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเหมือนคนไทย จากนั้น 2 ปีต่อมา เราจึงเข้าตลาดอินโดนีเซียและประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะพฤติกรรมเขาใกล้เคียงกับคนไทย โดยเฉพาะในจาการ์ตา ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่ง Shopping Mall ซึ่งมีเป็นร้อยๆ แห่ง ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน ทุกคนใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าจนถึงตี 2 อยู่ในห้างสรรพสินค้า ขนาดผับยังอยู่ในนั้น ทำให้เราไปได้ดีในอินโดนีเซีย”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจสำหรับ Teddy House ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่ในแผนมาก่อน นั่นคือประเทศจีน ปิตุภูมิยอมรับในเรื่องนี้ว่า เมื่อก่อนค่อนข้างกังวลในเรื่องของ Trademark และการก๊อบปี้

“เราไม่เคยมีแผนในการขยายแฟรนไชส์เข้าประเทศจีนมาก่อน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เราได้รับฟังมุมมองจากนักธุรกิจคนจีนรุ่นใหม่ เขารู้ว่าเราค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้ เขาแสดงมุมมองว่า เวลาที่คนจีนจะก๊อบปี้สินค้า จะก๊อบปี้สินค้าระดับ Hi-Ended ที่มีราคาแพง จากกระเป๋าราคาเป็นแสน พอก๊อบปี้แล้วเหลือแค่หลักพัน แต่ถ้าสินค้าอย่างตุ๊กตาหมี ราคาไม่แพงมาก ผู้บริโภคก็มองว่าสินค้าราคาแค่นี้ ซื้อของแท้ ฉันซื้อได้ และถ้าเขาจะก๊อบปี้ก็ไม่คุ้ม เพราะ Margin ไม่ได้ห่างกันมากมาย อีกอย่างคือ ในช่วงนั้นมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาซื้อของร้านเราค่อนข้างเยอะ อย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ มีแต่ลูกค้าจีน ทำให้เราตัดสินใจเปิดสาขาแรกที่จีนเมื่อปีที่แล้วและปีนี้อีกหนึ่งสาขา ตอนนี้เราก็ดีใจมากสำหรับการขยายแฟรนไชส์ที่จีน”


สำหรับการขยายธุรกิจ Teddy House ในรูปแบบของแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ หรือต่างประเทศ จะทำในลักษณะที่เรียกว่า Single Unit กล่าวคือ จะไม่ได้ขายในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์ที่ให้สิทธิคนใดคนหนึ่งในการขยายสาขา แต่จะเป็นในลักษณะให้สิทธิ 1 คนต่อ 1 สัญญา หมายถึงว่า ถ้านักลงทุนเดิมที่ลงทุนแฟรนไชส์ไปแล้ว อยากที่จะขยายสาขาเพิ่ม ก็ต้องทำสัญญาใหม่ทุกครั้ง โดยเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1,000,000-1,500,00 บาท อีกทั้งไม่ได้จำกัดพื้นที่จะต้องเป็นในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แต่สามารถตั้งอยู่แบบ Stand Alone ก็ได้ โดยจะมีทีมเข้าไปดูสถานที่ตั้งว่าเหมาะสมหรือไม่ และแฟรนไชซีจะได้รับการเทรนนิ่งเรื่องของกลยุทธ์การขาย การจัดร้าน มีการช่วยเหลือในเรื่องของภาพรวมด้านMarketing และมีการแนะนำเรื่องของ Local Marketing อีกด้วย สำหรับแฟรนไชซีที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับ Teddy House นั้น จะต้องเป็นคนที่สามารถลงมือทำได้จริงไม่ใช่มีเพียงแค่เงินลงทุนอย่างเดียว แต่ต้องมีใจรักด้วย


อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางในอนาคตนั้น การขยายแฟรนไชส์จะเน้นไปที่ตลาดต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากมองว่า ยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้ Teddy House เติบโต ส่วนตลาดในประเทศ ปิตุภูมิกล่าวว่า จะมุ่งเน้นในเรื่องของการขาย Licensing หรือคาแร็กเตอร์ของหมี Teddy House ให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อนำไปอยู่บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อีกทั้งจะมีการทำ Show Exhibition, Museum ไปจนถึง Theme Park โดยหวังว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะสะท้อนกลับมาช่วยกระตุ้น Retail ได้อีกทางหนึ่ง


รายละเอียดแฟรนไชส์

ขนาดพื้นที่ : 25-45 ตารางเมตร
Franchise Fee : 300,000 บาท
เงินลงทุนเบื้องต้น : 1,000,000-1,500,000 บาท
Royalty Fee : 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
Marketing Fee : 2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
ระยะสัญญา : 5 ปี

เรื่อง : ยุวดี ศรีภุมมา
ภาพ : กฤษฎา ศิลปไชย
smethailandclub
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

กรมการค้าภายในยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลม

   กรมการค้าภายใน ระบุยังไม่มีการอนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาเครื่องดื่ม หลังมีกระแสข่าวพ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กรมสรรพสามิตยืนยันยังไม่ขึ้นภาษี

จากกรณีที่มีกระแสข่าวผู้ผลิตน้ำอัดลมแจ้งร้านค้าปรับขึ้นราคาจำหน่ายอีก 2 บาท ทั้งขวดแก้วและขวดกระป๋องจากเดิม 10 บาทเป็น 12 บาท โดยอ้างว่าน้ำตาลแพงขึ้นนั้น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมลักษณ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำอัดลมแต่อย่างใด โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ 3 รายที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ยืนยันยังไม่มีการปรับขึ้นราคาและยังส่งสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่วยในราคาเดิม

อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุอีกว่า แม้ราคาน้ำตาลจะสูงขึ้นจากปัญหาภัยแล้ง แต่ยังไม่กระทบต้นทุนผู้ประกอบการมากนัก จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปรับขึ้นราคา แต่หากมีความจำเป็นหรือต้นทุนสูงจนไม่สามารถแบกรับภาระได้จนทำให้ต้องปรับราคาน้ำอัดลมก็จะต้องยื่นเสนอราคาที่ขอปรับเพื่อพิจารณาไม่น้อยกว่า 15 วัน ทั้งนี้หากผู้บริโภคพบเห็นว่ามีการฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งมาที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทันที

ขณะที่นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำอัดลม จึงไม่สามารถนำข้ออ้างดังกล่าวมาขึ้นราคาได้ ประกอบกับนโนบายการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงยังอยู่ระหว่างการศึกษาผลดีผลเสีย ให้รอบด้านและยังไม่ได้นำนโยบายนี้มาใช้ในเร็วๆนี้ จึงไม่มีเหตุผลให้ผู้ผลิตนำข้ออ้างดังกล่าวมาปรับขึ้นราคาขายปลีก

สำหรับน้ำอัดลม เป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแลของกรมการค้าภายในจำนวน 205 รายการ โดยปัจจุบันถูกกำหนดอยู่ในบัญชี Watch List (WL) ซึ่งเป็นบัญชีต่ำสุดในการติดตามดูแลภาวะราคาสินค้า โดยจะดำเนินการเพียงแค่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์เป็นประจำทุก 15 วันและตรวจสอบไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค

ซานตา เฟ่ สูตรสำเร็จสเต๊กพันล้าน

ซานตา เฟ่ สูตรสำเร็จสเต๊กพันล้าน

ซานตา เฟ่ สูตรสำเร็จสเต๊กพันล้าน

หากให้นึกถึงร้านสเต๊กเฮาส์ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องนึกถึงแบรนด์ ซานตา เฟ่ มาเป็นอันดับต้นๆ แต่กว่าที่แบรนด์นี้จะก้าวเข้ามานั่งอยู่ในใจลูกค้าได้สำเร็จ ล้วนต้องผ่านบททดสอบสุดหินและการลองผิดลองถูกอยู่ไม่น้อย ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ ถูกเปิดเผยโดย สุรชัย ชาญอนุเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด ผู้ที่สร้างจุดเปลี่ยนให้รถไฟขบวนนี้ กลายให้เป็นสถานีสุดโปรดของลูกค้ามากมาย
แม้แบรนด์ ซานตา เฟ่ ที่จะอยู่บนเส้นทางความอร่อยในห้างสรรพสินค้ามายาวนานกว่า 12 ปี แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้เอง พร้อมๆ กับการเข้ามาบริหารงานของสุรชัย ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น จากนั้นได้ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ และเป็น CEO ของบริษัท


“การที่เราเป็นร้านอาหาร ผมมองว่าเรื่องแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น แบรนด์ของเราจึงต้องมีเรื่องราวที่น่าจดจำ ซานตา เฟ่เป็นชื่อที่ผมเลือกเองกับมือ เพราะซานตา เฟ่เป็นเมืองหลวงในมลรัฐนิว เม็กซิโก มีบุคลิกที่น่าสนใจประกอบกันอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ การเป็นเมืองคาวบอย เลี้ยงโค และเป็นเมืองชุมสายรถไฟ ทีนี้มาย้อนดูตลาดสเต๊กในบ้านเรา แม้จะยังมีไม่เยอะมากในสมัยนั้น แต่ทุกคนต่างสร้างตัวตนว่าเป็นคาวบอยหรือใช้โลโก้เป็นรูปวัว ดังนั้น เราจึงสร้างความต่างและดึง Story ของรถไฟออกมา เมื่อแบรนด์มีเรื่องราว ขั้นตอนต่อมาคือ การออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นราคาที่เหมาะสมกับการบริการ ให้เขาเห็นถึงเอกลักษณ์ตั้งแต่เดินเข้าร้าน พนักงานพาไปเลือกที่นั่ง วิธีการสั่ง การทวนอาหาร หรือแม้แต่การพรีเซ้นต์อาหาร เรียกว่าเป็น Experience Marketing ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยทำให้ลูกค้าจดจำเราได้ในทันที”
จากการกำหนด Output ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สุรชัยสามารถดีไซน์ Input และ Process ในการทำงานหลังบ้านได้ง่ายขึ้น

“Input ที่ว่าก็คือ เรื่องของบุคลากร วัตถุดิบและการทำงานหลังบ้านทั้งหมด เราดีไซน์การบริการออกมาเป็นรูปธรรม จะทำให้เรามองเห็นทันทีว่างานในแบบนี้เด็กอายุ 18 ปีก็ทำได้ อย่างการเทรนนิ่งพนักงาน ผมใช้หลัก Easy Step ปกติร้านอื่นอาจจะต้องเทรนด์เชฟ 3 ปี แต่ผมลดระยะเวลาเหลือเพียง 3 เดือน หรือเด็กเสิร์ฟที่วันแรกยังทำไม่คล่อง แต่วันต่อมาเขาสามารถทำเป็นทุกอย่าง นอกจากนี้ เรายังมองเรื่องบุคลากรในระยะยาวด้วย การทำร้านอาหารอัตราการเทิร์นโอเวอร์จะค่อนข้างสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ผมทำให้เหลือแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการที่เราสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็ก เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาก็สามารถเป็น Manager ร้านได้ทันที มันเป็นความผูกพันระหว่างเด็กและองค์กร”
อีกหนึ่งจุดที่สำคัญ ซึ่งทำให้นักธุรกิจรายนี้ สามารถเปลี่ยนยอดขายจากหลักร้อยล้านมาสู่พันล้านได้ในช่วงเวลาแค่ 4 ปี คือการปรับปรุงระบบที่ใช้ ให้สอดคล้องกับยอดขาย ถือเป็นการลดต้นทุนที่ยังคงคุณภาพไว้เท่าเดิม


“เมื่อผมเข้ามาบริหาร ผมสั่งยกเลิกระบบครัวกลางทันที ไม่ใช่ว่าระบบครัวกลางไม่ดีนะ ครัวกลางสามารถควบคุมคุณภาพมาตรฐานได้ง่ายกว่า แต่ครัวกลางมีต้นทุนสูงมาก เราก็ปรับมาสู่การใช้ระบบโลจิสติกส์ ด้วยการให้ ซัพพลายเออร์ของเราส่งวัตถุดิบโดยตรงถึงแต่ละสาขา ซึ่งเรามีเทคนิคที่สามารถรักษามาตรฐานของสเต๊กได้ นอกจากนี้ เรายังมีระบบควบคุมการผลิตซอสสูตรลับ Rambo อย่างดี ด้วยการแยกให้ซัพพลายเออร์ 2 ราย ผลิตส่วนผสมของซอสที่จะยังไม่สำเร็จรูป และค่อยนำมาผสมปรุงรสชาติเบ็ดเสร็จภายในร้านอาหาร เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งระบบการจัดการเหล่านี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ซานตา เฟ่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว”

จากการเปลี่ยนแปลงและความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ซึ่งปัจจุบันซานตา เฟ่มีสาขามากถึง 82 แห่งด้วยกัน นั่นเป็นเพราะความไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่ฝังอยู่ใน DNA ของชายคนนี้ ประกอบกับการใช้ช่วงระยะเวลากว่า 8 ปี เป็นดั่งสนามทดลองที่คอยลองผิดลองถูกว่าแบบไหนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับซานตา เฟ่

“สำหรับนักธุรกิจที่เขาเติบโตและมีวันนี้ได้ ทุกคนต่างพบกับคำว่าล้มเหลวมาก่อนทั้งนั้น เพียงแต่จะเป็นความล้มเหลวครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ไปเรื่อยๆ จนเจอกับความสำเร็จ เช่นเดียวกับผมที่ใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันกว่าจะมีวันนี้ได้ เพราะถึงต่อให้เราล้มเหลวแต่ผมก็จะไม่ยอมล้มเลิกโดยเด็ดขาด”

จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่เป็นตัวนำพาให้ซานตา เฟ่เติบโตอย่างโดดเด่นนั้น อยู่ที่การให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนด์ การมีระบบงานหลังบ้านที่ดี และท้ายที่สุดคือ พลังของความเป็นผู้ประกอบการที่มีอยู่เต็มเปี่ยม จึงไม่แปลกใจเลยที่ซานตา เฟ่จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับรางวัล Bai Po Business Award by Sasin ครั้งที่ 11 ใน มิติการบริหารจัดการด้านการสร้างตราสินค้าและการตลาด (Branding and Marketing) การบริหารจัดการด้านการปฏิบัติการ (Operational Best Practice) และ การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

รีวิวแอพของธนาคารต่าง ๆ โอนเงินผ่านโทรศัพท์ได้ ง่ายจัง !

รีวิวแอพของธนาคารต่าง ๆ โอนเงินผ่านโทรศัพท์ได้ ง่ายจัง !

รีวิวแอพของธนาคารต่าง ๆ โอนเงินผ่านโทรศัพท์ได้ ง่ายจัง !

ถ้าพูดถึงกิจกรรมธุรกรรมในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็น การฝาก การถอน การโอน แล้วละก็ หลาย ๆ คน คงจะได้แต่ส่ายหน้า เพราะต้องถ่อไปถึงธนาคาร หรือไม่ก็ตู้ ATM จึงจะสามารถทำได้ กลายเป็นว่าพอมีงานธุรกรรมทางการเงินแต่ละที ก็ต้องรอให้ทำธุระเสร็จก่อนจึงจะไปได้ หรือไม่ก็ต้องสละเวลาอันมีค่า เพื่อไปเค้าน์เตอร์ธนาคาร หรือตู้ ATM
แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะว่าในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมาก โทรศัพท์ที่แต่เดิมอุดมไปด้วยปุ่มกด สามารถโทรเข้า-โทรออก ได้อย่างเดียว ก็กลายเป็นสมาร์ทโฟนจอสัมผัส ที่สามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย และหลาย ๆ ธนาคาร ก็มองเห็นช่องทางในการใช้สมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์

เพราะฉะนั้น ก็เลยเกิดการคิดค้น application ที่สามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้ขึ้นมา ทำให้ผู้มีบัญชีเงินฝากของแต่ละธนาคาร สามารถเช็คยอด โอนเงิน ชำระบิลได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเค้าน์เตอร์ธนาคาร หรือตู้ ATM อีกต่อไป ซึ่งแอพพลิเคชั่นของแต่ละธนาคาร มีการผลิตออกมาให้รองรับกับโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น IOS, Android หรือ Windows Phone
เริ่มจากธนาคารแรกก่อน คือ ธนาคารกสิกรไทย แอพของธนาคารนี้จะมีให้โหลดใน App Store, Play Store และ Windows Store ภายใต้ชื่อว่า K-Mobile Banking แอพนี้ตัวผู้เขียนเองก็ใช้อยู่ อยากจะบอกเลยว่าเป็นแอพที่เสถียรดี ล็อกอินง่าย เมนูต่าง ๆ ก็มีมาให้พร้อม ทั้งสอบถามยอด โอนเงิน ชำระบิล เช็คการเคลื่อนไหวของบัญชี เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนชอบมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีปัญหาเด้งออกเองไม่ว่าจะเปิดค้างไว้นานแค่ไหนก็ตาม รวมถึงยังไม่กินปริมาณความเร็วอินเทอร์เน็ตไปเยอะด้วย แต่ข้อเสียของแอพนี้ที่ผู้เขียนเจอ คือ ชอบล็อกเอ้าท์ออกให้เอง แล้วก็ให้ล็อกอินใหม่ จนบางทีทำให้หงุดหงิดอยู่พอสมควร แต่อาจเป็นเพราะผู้เขียนใช้แอพนี้บน Windows Phone Nokia Lumia ซึ่งปกติแอพบน Windows Phone ก็ไม่ค่อยจะได้รับการพัฒนาอยู่แล้ว เลยยังไม่มีใครมาแก้ไขบั๊คให้ หวังว่าถ้าทางธนาคารกสิกรไทยมาอ่านบทความนี้ จะช่วยพัฒนาแอพบน Windows Phone ให้เสถียรมากขึ้นหน่อยนะครับ (กราบ)

ธนาคารต่อไปที่จะกล่าวถึง คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือแบงค์เหลืองนั่นเอง แอพของธนาคารนี้ก็ตั้งชื่อตามธนาคารเลย นั่นก็คือ Krungsri ภายในแอพก็จะมีเมนูสำคัญ ๆ มาให้ เช่น เมนูสำหรับสอบถามความเคลื่อนไหวของบัญชี โอนเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการ รวมถึงยังสามารถใช้ค้นหาจุดบริการของธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ด้วย เรียกได้ว่า ครบเครื่องเรื่องบัญชีจริง ๆ อีกทั้งแอพของธนาคารกรุงศรีฯ ยังมีการทำออกมาอย่างเสถียร ไม่ต้องกลัวเลยว่าทำรายการอยู่ดี ๆ แอพเด้ง เงินหาย หรือต้องมานั่งล็อคอินใหม่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ

ธนาคารต่อไป คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีการผลิตแอพที่ชื่อว่า SCB Easy ออกมา ซึ่งก็ Easy สมชื่อจริง ๆ เพราะสามารถเช็คยอด โอนเงิน จ่ายบิลค่าสินค้า และบริการต่าง ๆ อีกทั้งยังส่ามารถใช้เติมเงินโทรศัพท์มือถือ และเติมเงินทางด่วนได้ด้วย แต่ข้อด้อยบางอย่างของแอพนี้ก็ยังมีอยู่ คือ ล็อกอินยาก เพื่อนของผู้เขียนที่ใช้บริการจากแอพนี้อยู่ ตอนที่สมัครใช้ กว่าจะได้รับรหัสมาก็เลือดตาแทบกระเด็น แต่เชื่อว่าตอนนี้ ทางธนาคารไทยพาณิชย์น่าจะมีการปรับปรุงระบบแล้ว รับรองว่า ถ้าท่านใช้แอพนี้ได้เมื่อไร จะรู้เลยว่า คำว่า SCB Easy เป็นอย่างไร

ธนาคารใหญ่อีกธนาคารหนึ่งที่มีแอพที่ขึ้นชื่อว่าเสถียร ใช้งานง่าย ที่จะไม่กล่าวถึงก็คงไม่ได้ นั่นก็คือธนาคารกรุงเทพ หรือแบงค์บัวหลวง กับแอพที่มีชื่อว่า Bualuang M Banking การใช้งานโดยทั่ว ๆ ไป ก็จะเหมือนกับแอพพลิเคชั่นของธนาคารต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างบน อันได้แก่ เช็คยอด ชำระบิล หาที่ตั้งจุดบริการของธนาคาร อะไรก็ว่าไป แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้แอพ Bualuang M Banking ต่างจากแอพของธนาคารอื่น ก็คือ สามารถใช้เพื่อการซื้อ ขาย หน่วยลงทุนได้ จึงยิ่งทำให้การทำธุรกรรมกับธนาคารกรุงเทพ มีความสะดวกขึ้นไปอีก

แอพพลิเคชั่นของธนาคารสุดท้าย ที่จะขอนำมากล่าวถึงในบทความนี้ ก็คือ KTB Netbank ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่พอสมควร และแอพพลิเคชั่นของธนาคารนี้ก็ถือว่า ใช้งานง่าย ใช้งานสะดวก เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เลขที่บัญชีของผู้รับโอน ในการโอนเงินอีกต่อไป แต่สามารถโอนเข้าเบอร์โทรศัพท์ของผู้รับโอนได้เลย นอกจากนี้ ยังเป็นแอพพลิเคชั่นที่สมัครใช้งานง่าย รับรหัสง่าย และโอนเงินปลอดภัย 99.99% อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารในประเทศไทยไม่ได้มีอยู่แค่ 5 แห่งนี้เท่านั้น ยังมีอีกหลายธนาคารที่เปิดขึ้นมาให้บริการประชาชนตาดำ ๆ อย่างเรา และทุกธนาคารก็ล้วนมีแอพพลิเคชั่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารทหารไทย ที่มีแอพชื่อว่า TMB Touch, ธนาคารธนชาติ ที่มีแอพตามชื่อธนาคารว่า Thanachart, ธนาคารยูโอบี ที่มีแอพชื่อว่า UOB Mobile Thailand, ธนาคารซิตี้แบงค์ ที่มีแอพชื่อว่า Citi Mobile, ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ที่มีแอพชื่อว่า CIMB Click, หรือธนาคารออมสิน ที่มีแอพชื่อว่า MyMo By GSB เป็นต้น

แต่เนื่องจากฟังก์ชั่นการใช้งานของแอพจากแต่ละธนาคารก็มีความเหมือน ๆ กัน คือ เช็คยอด โอนเงิน ชำระบิล หาที่ตั้งธนาคาร สำหรับแอพของธนาคารออมสิน จะมีเมนูแจ้งเตือนเวลาถูกสลากออมสินเพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นจะไม่ขอกล่าวถึงให้ยืดยาวจนเกินไปนัก
อย่างไรก็ตาม มีบางธนาคารที่ไม่มีแอพพลิเคชั่นให้บริการบนมือถือ หรือถึงมี ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์ตเตอร์ ธนาคารไอซีบีซี เป็นต้น การใช้บริการแบบออนไลน์กับธนาคารเหล่านี้ อาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบ Internet Banking แทน
สำหรับแอพพลิเคชั่นของแต่ละธนาคาร ในปัจจุบันสามารถดาวน์โหลดได้ง่าย ผ่านทาง App Store (สำหรับอุปกรณ์ตระกูล Apple) Play Store (Android) และ Store (Windows Phone) ไม่เสียค่าบริการดาวน์โหลด รับรองว่า ถ้าท่านได้ใช้แอพพลิเคชั่นธนาคารบนมือถือเมื่อไร ท่านจะลืมความลำบาก จากการต้องถ่อไปโอนเงิน ถามยอด ตามเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือตู้ ATM ไปเลย

ข้อดีของบัตรเครดิต ที่หลายคนอาจไม่รู้

ข้อดีของบัตรเครดิต ที่หลายคนอาจไม่รู้

ข้อดีของบัตรเครดิต ที่หลายคนอาจไม่รู้

  บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือหรือสื่อกลางที่ใช้แทนเงินสดของผู้คนมานานนับก็หลายทศวรรษ น่าจะเป็นไปได้ว่าคนที่เข้าหลักเกณฑ์สามารถสมัครบัตรเครดิตได้คงมีบัตรเครดิตกันอย่างน้อยก็ต้องคนละใบ ส่วนบางคนไม่ต้องพูดถึงมีกันหลายใบ บางคนเป็นสิบใบก็มี แต่ก็มีเหมือนกันสำหรับคนที่ไม่มีบัตรเครดิต ด้วยความที่เข้าใจว่าบัตรเครดิตเป็นบัตรที่ใช้รูดเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสดเท่านั้น

ดังนั้น หากมีเงินสดเพียงพอที่จะใช้จ่ายอยู่แล้ว บัตรเครดิตก็ถือว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น อย่างที่ไปอ่านเจอเข้าในกระทู้หนึ่ง ตาม link นี้ http://pantip.com/topic/35137765 ที่เจ้าของกระทู้เข้ามาตั้งกระทู้เพราะความสงสัยในเรื่องประโยชน์ของการใช้บัตรเครดิต เนื่องจากเพราะไม่เคยใช้และไม่รู้จริง ๆ ว่าหากมีเงินสดแล้ว บัตรเครดิตจะจำเป็นตรงไหน
ที่จริงการมีเงินสดแต่พอเพียงไว้ในกระเป๋าเพื่อเป็นการใช้จ่ายแบบเจ้าของกระทู้ และไม่ต้องเข้ามายุ่งกับบัตรเครดิตก็ถือเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันคนที่ใช้บัตรเครดิตแบบไม่มีวินัยแล้วต้องตกอยู่กับวังวนปัญหาหนี้สินบัตรเครดิตจนถอนตัวไม่ขึ้นก็มีให้เห็นกันมากมาย จนบางครั้งมีคนไม่รู้เรื่องบัตรเครดิตมาถาม เราเองก็ไม่อยากจะสอนให้เลย คือ ไม่รู้นะดีแล้ว
แต่ในความเป็นจริง บัตรเครดิตมีข้อดีอยู่มากมาย หากเราใช้อย่างถูกทางก็เหมือนบัตรเครดิตสามารถอำนวยความสะดวกและให้ผลประโยชน์กับเราได้อยู่เหมือนกัน หากเราบริหารจัดการได้ดี ก็แทบไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้บัตรเครดิตเลยด้วยซ้ำไป อย่างในกระทู้ก็มีผู้มีประสบการณ์จากการใช้บัตรเครดิตเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายต่างก็เข้ามาให้คำตอบเพื่อคลายความสงสัยกับเจ้าของกระทู้กันอย่างคึกคัก
ข้อดีอย่างแรกของบัตรเครดิตที่มีหลายท่านเข้ามาให้ความเห็นในกระทู้ ก็เป็นเรื่องของการไม่ต้องพกเงินสดในกระเป๋าเยอะ แค่บัตรเครดิตใบเดียว เงินสดก็พกแค่พอประมาณ ก็ช่วยในทั้งเรื่องความสะดวกไม่ต้องพกเงินเยอะและอันตรายจากการต้องพกเงินเยอะด้วยเช่นกัน

ข้อดีอีกเรื่องก็เป็นเรื่องของการได้เครดิตจากการจับจ่ายใช้สอยซื้อของ รูดบัตรไปก่อน กว่าจะต้องนำเงินไปชำระก็ประมาณเดือนหน้า สินค้าบางอย่างที่มีราคาสูงหน่อย ก็สามารถใช้บัตรเครดิตผ่อนได้ มีโปรโมชั่นมากมายที่ออกมาเพื่อกระตุ้นให้คนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 0% 3 เดือน 6 เดือน หากเป็นสินค้าที่เราตั้งใจและจำเป็นที่จะซื้ออยู่แล้ว ก็สามารถรูดผ่านบัตรเครดิตได้

นอกจากนั้นยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ยังสามารถสะสมเป็นคะแนนเพื่อแลกของรางวัลต่าง ๆ ได้ตามสไตล์ที่เราชอบ อาจเป็นเครดิตเงินสดคืนเข้าบัญชี แลกของใช้เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแลกเป็นตั๋วเครื่องบิน ตั๋วหนัง voucher เงินสดของร้านค้าต่าง ๆ มีให้เลือกมากมาย
บัตรเครดิตทุกธนาคารในปัจจุบันก็จะมีการร่วมมือกับทางร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าปั๊มน้ำมัน เพื่อทำโปรโมชั่น ถือเป็นข้อดีของผู้ถือบัตรเครดิต อาจได้ส่วนลด มีของแถม โปรโมชั่นดีกว่าจ่ายเป็นเงินสดซะอีก โปรโมชั่นก็มีหลายรูปแบบ ลดราคาทันที เช่น ลด 10% หรือ มา 4 จ่าย 3 หรือ เป็นของแถมของรางวัล เช่น ครบ 5,000 บาท ได้กระเป๋า หรือ อาจะเป็นในรูปแบบของเงินคืน Cash back ทุกยอดการใช้จ่ายภายในวันนี้หรือซื้อสินค้ารวมของแผนกนี้จะได้คืน 1% เป็นต้น
บางคนก็เข้ามาให้ความเห็นบอกถึงประโยชน์ของบัตรเครดิตที่ใช้ในการทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่วงเงินไม่มากนัก และต้องจ่ายเงินคืนเต็มวงเงินทุกครั้งเพื่อไม่ให้เสียดอกเบี้ย เนื่องจากบัตรเครดิตโดยมากรอบบัญชีการจ่ายเงินที่ปลอดดอกเบี้ยจะสูงถึง 55 วัน ผู้ที่ทำธุรกิจก็จะสามารถนำเวลาปลอดดอกเบี้ยช่วงนี้ไปบริหาร อาจเป็นการให้เครดิตกับลูกค้า 15-20 วัน ก็จะได้เปรียบคู่แข่งของเราที่ต้องให้ลูกค้าจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น
ความสะดวกในการจ่ายบิลค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต รวมไว้ในบัตรเครดิตใบเดียว ก็ถือเป็นความสะดวกอย่างมาก ถึงเวลาตัดบัญชีไป พอครบกำหนดต้องชำระตามเวลา ก็ไปชำระทีเดียวรวมกับยอดใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย หากต้องคอยไปตามจ่ายบิลทีละใบ บางทีลืมเดี๋ยวโดนตัดโน่นตัดนี่ ก็ปวดหัวกันอีก

การซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์ หากมีบัตรเครดิตก็ถือว่าสะดวกมาก หากไม่มีนี่ก็หมดหวังไปเลย การจองห้องพัก โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน เช่ารถ ต้องใช้บัตรเครดิตทั้งนั้น หากจองล่วงหน้าแบบนี้ถือเป็นความจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตด้วยซ้ำไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่แน่ใจว่าจะต้องจองกันอย่างไร เดี๋ยวนี้ยังมีให้จ่ายเงินสดล่วงหน้ากันอีกหรือไม่ คิดว่าไม่น่าจะมีแล้ว หรือการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แม้จะต้องมีการพกเงินสกุลนั้นติดตัวไปบ้าง เผื่อต้องซื้อของ การมีบัตรเครดิตสักใบก็ถือเป็นความสะดวกมาก เพราะสามารถใช้รูดซื้อสินค้าได้ในทุกประเทศเมื่อเราเดินทางไป ไม่ต้องพกเงินไปเยอะแยะ
เรื่องค่าธรรมเนียมรายปี ถึงแม้จะมีชาร์ตเข้ามาในบัตรเครดิต แต่ถ้าเรามียอดการใช้จ่ายตามที่แต่ละประเภทของบัตรระบุไว้ เราก็สามารถโทรไปขอ waive ค่าธรรมเนียมรายปีนี้ได้ แทบไม่ต้องเสีย เหมือนใช้บัตรเครดิตฟรีเลย
บางคนก็เข้ามาให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจมาก เป็นเหตุผลที่บางคนไม่เคยนึกถึงเลย คือเผื่อไว้เป็นประวัติทางการเงินในระบบ บางทีอนาคตหากต้องกู้เงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อบ้านหรือซื้อรถ คนที่ไม่มีประวัติเครดิตเลย ทางธนาคารก็ไม่รู้จะพิจารณาตรงไหน อาจยากกว่าคนที่เคยมีประวัติการใช้บัตรเครดิต แต่ก็ต้องเป็นประวัติที่ดีด้วยนะ จ่ายตรงเวลา อันนี้เป็นความเห็นที่น่าสนใจมาก อีกท่านก็เหมือนจะเข้ามาขอบคุณที่ไม่ได้หักบัตรเครดิตทิ้งไปตั้งแต่ตอนแรก เนื่องจากถึงเวลามีคนเจ็บไข้ต้องรักษาในโรงพยาบาล ก็ได้วงเงินในบัตรเครดิตนี่ล่ะรูดไปก่อน ค่อยเก็บเงินมาโปะคืนทีหลังให้จบ ภายใน 2 เดือน ไม่อย่างนั้นตอนนั้นก็ยังมองไม่เห็นว่าจะไปหามาจากไหน
จะเห็นว่าข้อดีของบัตรเครดิตก็มีมาก หากเรารู้จักใช้ มีวินัย มองบัตรเครดิตเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้จ่ายเงินแทนเงินสดเท่านั้น เมื่อรูดไปก็รีบนำเงินสดไปชำระคืน การเริ่มมีบัตรก็เหมือนการก้าวขาเข้าไปมีโอกาสที่จะเป็นหนี้ ให้เราใช้ประโยชน์จากบัตรเครดิต ใช้วงเงิน ใช้เครดิต ใช้คะแนนสะสม ใช้เพื่อความสะดวกบนพื้นฐานความจำเป็นไม่ใช่ฟุ่มเฟือย อย่าให้บัตรเครดิตมาใช้เรา เพียงแค่นี้ บัตรเครดิตก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว กลับกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสามารถอำนวยความสะดวกและสร้างผลประโยชน์ให้กับเราได้มากมาย

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

อยากรีไฟแนนซ์บ้าน คุ้มหรือไม่คุ้มมาดูกัน

ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้คงมีหลายๆ คนที่อยากจะลดค่าใช้จ่ายภายในบ้านลง ซึ่งค่าใช้จ่ายหนึ่งที่จะลดลงได้ก็คือ ค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือน โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ภาระการผ่อนบ้านในแต่ละเดือนลดลงได้ก็คือ การทำ รีไฟแนนซ์ หรือบางทีการทำรีไฟแนนซ์นี้ก็อาจจะเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่บางคนใช้เพื่อทำให้การผ่อนบ้านหมดเร็วกว่าที่กำหนดกันในสัญญา แต่เรามาทำความเข้าใจและเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าเมื่อรีไฟแนนซ์บ้านแล้วจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายลดลงมากน้อยแค่ไหน

รีไฟแนนซ์ คือ การเปลี่ยนเจ้าหนี้ หรือไถ่ถอนสินเชื่อจากธนาคารเจ้าหนี้รายเก่ามาเป็นธนาคารเจ้าหนี้รายใหม่ เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราได้รับสินเชื่อจากธนาคารนั้นในช่วงปีแรกธนาคารจะให้ดอกเบี้ยที่ถูกมากๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เรามาขอสินเชื่อกับธนาคาร แต่เมื่อหมดช่วงโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยก็จะปรับขึ้นมาเป็นอัตราปกติที่จะสูงกว่าช่วงแรกมากพอสมควร ดังนั้นลูกหนี้อย่างเราก็เริ่มที่จะมองหาธนาคารแห่งใหม่ที่มีโปรโมชั่นในการรีไฟแนนซ์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำแทน

แต่เราจะมองที่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราจะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าใช้จ่ายในการทำประกันทั้งประกันอัคคีภัยและประกันวงเงินสินเชื่อ หรืออาจจะมีค่าปรับให้กับธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้รายเก่า ในกรณีที่เราปิดบัญชีสินเชื่อก่อนระยะเวลาที่ระบในสัญญา ซึ่งถ้าหากว่าเราเปรียบเทียบแล้วค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์สูงกว่าหรือเสียเวลาในการดำเนินการที่มากมายเกินกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้ เราก็อาจจะต้องเลือกผ่อนสินเชื่อกับธนาคารเดิมก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะทำการีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเราจะต้องอ่านสัญญาสินเชื่อบ้านของเราให้เข้าใจก่อนว่าจะปิดบัญชีได้ภายในปีที่เท่าไรถึงจะไม่เสียค่าปรับ ส่วนใหญ่ก็มักจะกำหนดไว้ว่าห้ามปิดบัญชีก่อนครบกำหนด 3 ปี เพื่อการรีไฟแนนซ์บ้านในครั้งนี้จะได้ไม่มีต้นทุนที่มากเกินไป ทีนี้เรามาลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าการผ่อนบ้านกับธนาคารที่เดิมกับการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่นั้นแบบไหนจะคุ้มกว่ากัน

สมมติว่าเรามียอดสินเชื่อบ้านอยู่กับธนาคารเดิมทั้งหมด 3,000,000 บาท ผ่อนชำระมาแล้วทั้งหมด 3 ปี เหลือหนี้สินทั้งสิ้น 2,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 7.775% ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะทำการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารอีกแห่งหนึ่งที่มีอัตราดอกเบี้ยถูกกว่า แต่เราจะต้องเสียค่าจดจำนอง ค่าประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ และค่าอากรแสตมป์ในการจดจำนอง แต่บางธนาคารก็อาจจะมีโปรโมชั่นที่ออกค่าจดจำนองให้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะทำการรีไฟแนนซ์ แต่สำหรับการเปรียบเทียบนี้ก็สมมติว่าเราต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนี้เองทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องมาเปรียบเทียบกันดูว่าดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้จากการรีไฟแนนซ์กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอันไหนจะคุ้มกว่ากัน
ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของธนาคารรายใหม่ที่เราหามาได้ คือ ปีแรกให้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 1.9% และปีต่อไปก็เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เพราะฉะนั้นเราก็มาดูกันก่อนว่าดอกเบี้ยที่เราจะประหยัดได้จากการรีไฟแนนซ์เป็นเท่าไร โดยเราจะหาได้จากสูตรนี้เลย
เงินต้น x (อัตราดอกเบี้ยเดิม – อัตราดอกเบี้ยใหม่) x จำนวนปีที่ดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าของเดิม

ดังนั้นจากเงินต้นคงเหลือของเรา คือ 2,500,000 บาท ถ้าเราเลือกทำรีไฟแนนซ์บ้านจะทำให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้เท่ากับ 146,875 บาท (2,500,000 x (7.775-1.9)/100 x 1)

จากนั้นเราก็มาดูทางด้านค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์บ้านกันบ้าง สิ่งแรกที่ต้องเจอก็คือ ค่าประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ ที่ส่วนใหญ่จะประมาณ 3,000-4,000 บาท สมมติว่าครั้งนี้เท่ากัน 3,500 บาทสำหรับ ค่าประเมินราคา ค่าจดจำนองอีก 1% ของราคาทรัพย์สินแต่ไม่เกิน 200,000 บาท และค่าอากรแสตมป์อีก 0.05% ของวงเงินกู้แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าตามตัวอย่างนี้ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ก็จะเท่ากับ 29,750 บาท โดยเป็นค่าจดจำนอง 25,000 บาท และค่าอากรแสตมป์อีก 1,250 บาท

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าดอกเบี้ยที่เราประหยัดได้นั้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์ ซึ่งตัวอย่างที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่มีค่าปรับที่ปิดบัญชีก่อนกำหนด แต่ถ้าหากเราเลือกจะปิดบัญชีก่อนกำหนดเราจะมีค่าปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 75,000 บาท (2,500,000 x 3/100) ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายจากการรีไฟแนนซ์เป็น 104,750 บาท ก็อาจจะทำให้เราตัดสินใจทำการรีไฟแนนซ์ยากสักหน่อย

ดังนั้นหากจะรีไฟแนนซ์บ้านกันก็ควรที่จะรอให้ถึงกำหนดปิดบัญชีได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าปรับกันดีกว่า เพราะจะช่วยทำให้เรามีค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์น้อยลงและทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นไปอีก

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด

เปิด 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ และ ฐานเงินเดือนสูงสุด รับ Thailand 4.0

บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เว็บไซต์หางานชั้นนำของเอเชียแนะบุคลากรไทยต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวทันความต้องการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในยุคหน้า พร้อมกับเผย 10 สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด และข้อมูลฐานเงินเดือนเชิงลึกจากทุกอุตสาหกรรม และระดับตำแหน่งงาน จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 40,000 รายทั่วประเทศ

นางสาวนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคภายในแนวคิด Thailand 4.0 โดยจะปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสิทธิภาพ” เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” โดยหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจยุคประเทศไทย 4.0 นั้นก็คือ การพัฒนาบุคลากรในมิติต่างๆ ให้มีคุณภาพเพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนและยกระดับผลิตภาพ (Productivity)
ซึ่ง jobsDB ต้องการแนะนำให้ทั้งผู้สมัครงานและผู้ประกอบการ วางแผนและเตรียมความพร้อมของตนเองในอาชีพการงานที่เหมาะสม ได้เห็นโครงสร้างเงินเดือนแต่ละระดับตำแหน่งงานและแต่ละอาชีพในตลาดที่แท้จริง รวมไปถึงสามารถเลือกศึกษาและพัฒนาทักษะการทำงานให้เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานที่ตลาดต้องการ และสอดคล้องกับนโยบายประเทศ
อีกทั้งยังได้ทราบว่าสาขาวิชาชีพไหนที่ขาดแคลนเป็นที่ต้องการในตลาดงาน ซึ่งจากผลรายงานจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40,000 รายที่ใช้บริการของ jobsDB ได้มีผลรายงาน 10 สายงานที่ตลาดงานต้องการและ 10 อาชีพเงินเดือนมากที่สุดในตลาดดังนี้

สายงานที่ตลาดงานต้องการมากที่สุดใน

ระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป 3 อันดับแรก คือ

1) งานขาย บริการลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ  2) ธุรการและทรัพยากรบุคคล 3) วิศวกรรม


ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลาง คือ

1) วิศวกรรม 2) ไอที 3) บัญชี


ระดับหัวหน้างาน คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) วิศวกรรม และ


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2) บัญชี 3) การตลาดและประชาสัมพันธ์

นอกจากนี้ jobsDB ยังได้จัดทำผลสำรวจเงินเดือนที่มีเงินเดือนสูงสุดในประเทศไทยในแต่ละระดับตำแหน่ง ทั้งนี้สายงานที่มีเงินเดือนมากที่สุด 3 อันดับแรก
ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป คือ

1) โทรคมนาคม เริ่มต้นที่ 28,467 บาท 2) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 22,731 บาท และ3) ไอที เริ่มต้นที่ 21,854 บาท


เนื่องจากการผลิตบุคลากรสาขาดังกล่าวต่อปีมีจำนวนจำกัด
ระดับเจ้าหน้าที่ระดับกลางคือ

1) โทรคมนาคมเริ่มต้นที่ 38,125 บาท  2) งานธนาคาร งานการเงิน เริ่มต้นที่ 37,667 บาท และ3) บริการเฉพาะทางเริ่มต้นที่ 36,133 บาท


โดยมีสาเหตุจากการเปลี่ยนงานของบุคลากรเมื่อเริ่มทำงานในสายงานนี้จนมีความมั่นใจและความชำนาญในระดับหนึ่ง
ระดับหัวหน้างาน คือ

1) บริการเฉพาะทาง เริ่มต้นที่ 51,208 บาท 2) งานประกันภัยเริ่มต้นที่ 50,855 บาท และ 3)บัญชี เริ่มต้นที่ 49,664 บาท


ระดับผู้จัดการขึ้นไป คือ

1) อสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นที่ 87,500 บาท 2) วิทยาศาสตร์ งาน Lab งานวิจัยและพัฒนา เริ่มต้นที่ 83,276 บาท และ 3) ขนส่ง เริ่มต้นที่ 80,738 บาท

“เราต้องการให้คนทำงานมองเห็นโอกาสการเติบโตในสายอาชีพที่ตนทำอยู่ ด้วยการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของตัวเองให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยผลสำรวจเงินเดือนในทุกระดับตำแหน่งงานเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงค่าตอบแทนในแต่ละสาขาอาชีพที่จะช่วยให้คนทำงานมีความรู้สึกอยากพัฒนาทักษะด้านการทำงานของตน จนสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายอาชีพนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวนพวรรณ กล่าว
นางสาวนพวรรณ ยังได้แนะนำว่า หากคนทำต้องที่อยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป ต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้จัดการในอาชีพต่างๆ ต้องมีทักษะพื้นฐานแต่ละอาชีพที่จำเป็น ไปจนถึงความเป็นผู้นำและทัศนะคติที่พร้อมจะเป็นผู้บริหารในสายงานนั้น ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
สายงานเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือ ไอที ต้องมีทักษะความสามารถพิเศษ เช่น มีการค้นคว้าแหล่งข้อมูลเพื่อการสรรหาตรรกะที่ดี วิเคราะห์ สรุปสถานการณ์ สายงานด้านงานบริการเฉพาะทาง ต้องมีทักษะด้านนั้นๆ เช่น งานเฉพาะทางด้านกฎหมาย ต้องมีใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องทราบกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายบริษัท

มาทำความรู้จัก บัตรเครดิตแบบคืนเงิน (Cash Back) กันเถอะ!

มาทำความรู้จัก บัตรเครดิตแบบคืนเงิน (Cash Back) กันเถอะ!

มาทำความรู้จัก บัตรเครดิตแบบคืนเงิน (Cash Back) กันเถอะ!

ปัจจุบันมีบัตรเครดิตมากหมายหลายประเภทให้เราได้เลือกใช้ แต่ละใบให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ทำให้เวลาเลือกต้องศึกษาข้อมูลให้ดีๆ เพราะต้องเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเราจึงจะทำให้เราได้รับประโยชน์จากมันสูงสุด

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีความต้องการชัดเจนว่าอยากประหยัดเงินให้ได้มากที่สุดจากการใช้บัตร และประเภทที่เหมาะกับคุณมากที่สุดน่าจะเป็นประเภทบัตรคืนเงิน หรือบัตรที่มี cash back นั่นเอง

บัตรเครดิตแบบคืนเงิน คืออะไร

บัตรแบบคืนเงิน เป็นบัตรที่มอบส่วนลดให้เราในรูปแบบของเงิน ซึ่งปกติแล้ว เงินคืนจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบและคืนเข้าบัญชีบัตรของเราตอนสิ้นเดือนในเดือนถัดมา

โดยทุกครั้งที่เราซื้อสินค้าจากร้านค้าที่กำหนด เช่น ปั๊มน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต สายการบิน หรือสถานที่อื่นๆ โดยใช้บัตรเครดิตแบบคืนเงิน เราจะได้รับเงินคืนตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจสูงถึง 5% เลยทีเดียว

บัตรแบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ถือบัตรที่สามารถชำระค่าบัตรเครดิตให้หมดได้ในแต่ละงวด ไม่อย่างนั้นดอกเบี้ยจะเป็นตัวถ่วงประโยชน์จากการคืนเงินได้แทน

ตัวอย่างการได้รับเงินคืน

สมมุติ บัตร AAA ให้เราได้รับเงินคืน 5% เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการจากห้าง ZZZ พอเราไปซื้อของ 1,000 บาท เราจะได้รับเงินคืนเท่ากับ 5% x 1,000 = 50 บาท นั่นเอง

บัตรเครดิตแบบคืนเงิน ต่างจากบัตรประเภทอื่นยังไง

หลักๆ เลยก็คือ บัตรเครดิตแบบคืนเงินปกติแล้ว จะไม่มีการสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล บัตรกำนัล ของขวัญต่างๆ เหมือนบัตรเครดิตประเภทอื่นๆ ที่ให้แต้มสะสมเวลาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต

แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นของสถาบันการเงินและผู้ออกบัตรเครดิตต่างๆ รวมถึงลักษณะการใช้เงินของคนไทยที่เปลี่ยนไป ทำให้ธนาคารแทบทุกแห่งออกบัตรเครดิตแบบคืนเงินที่ให้เราสะสมแต้มแลกของรางวัลได้ด้วย

แสดงว่านอกจากจะสามารถได้รับเงินคืนบางส่วนจากการซื้อสินค้าและบริการบางอย่างแล้ว เรายังสามารถสะสมแต้มแลกของรางวัลได้ด้วย เรียกว่าบัตรเดียว ได้ประโยชน์หลายอย่างเลย

แล้วจะคุ้มหรอ?

แม้ตัวเลขของการได้เงินคืนจะอยู่ที่แค่ 0.5-5% เท่านั้น แต่ถ้าลองนึกดูดีๆ ส่วนมากบัตรมักจะให้เงินคืนกับของที่เราต้องใช้ประจำ เช่น ของเข้าบ้าน น้ำมัน ร้านอาหาร เป็นต้น หมายความว่า ยังไงเราก็ต้องเสียเงินให้กับของพวกนี้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าได้เงินกลับคืนมาบ้างก็คงดีทีเดียว

เช่น บัตร AAA ให้เงินคืน 2% เมื่อเราเติมน้ำมัน โดยแต่ละเดือนหากเราจ่ายค่าน้ำมัน 3,000 บาท แสดงว่าแต่ละเดือนเราจะได้เงินคืนจากการเติมน้ำมัน 60 บาท เมื่อผ่านไป 1 ปี เราจะได้เงินคืนจากตรงนี้ถึง 720 บาท

แม้จะฟังดูเหมือนไม่เยอะ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรกลับคืนมาในกระเป๋าเลยจริงไหมคะ? ถ้าเทียบกับคนที่ช็อปไม่บ่อย เข้าร้านอาหารนานๆ ที รถส่วนตัวก็ไม่มี อาจไม่ค่อยได้ประโยชน์จากการคืนเงินของบัตรเครดิตเท่าไร

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะสมัครบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินใด บัตรไหน เราควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนถึงอัตราดอกเบี้ยของมัน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะได้รับ ระยะปลอดดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วย เพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์จากการมีบัตรอย่างสูงสุด และไม่เสียมากกว่าได้ค่ะ