ล้วงลึกการเงินของคน GEN-Y

ล้วงลึกการเงินของคน GEN-Y

ล้วงลึกการเงินของคน GEN-Y

เดี๋ยวนี้คำว่าคน GEN-Y เป็นที่คุ้นหู และดูคุ้นเคยสำหรับใครหลายๆคน นักวิชาการหลายท่านก็ออกมาบอกพฤติกรรมและแนวความคิดของคน GEN-Y ว่ามีวิธีการใช้ชีวิต การตัดสินใจในเรื่องต่างๆอย่างไร แล้วเรื่องการเงินล่ะ คน GEN-Y มีวิธีจัดการการเงินอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลของคน GEN-Y มาเล่าสู่กันฟังค่ะ
ลักษณะของคน GEN-Y เป็นอย่างไร

ลักษณะของคน Gen-Y นั้นเรียกได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของคน GEN นี้เลยทีเดียว เริ่มจากการมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบทำอะไรในกรอบ เกลียดการถูกบังคับ มีความคิดเป็นของตัวเอง รักอิสระ และชอบเทคโนโลยี ซึ่งช่วงวัยในปัจจุบันคนกลุ่มนี้คืออยู่ในช่วงวัยทำงานและวัยเรียน ซึ่งในวัยทำงานคน GEN-Y กลายเป็นประเด็นหลายๆด้านเช่น สไตล์การทำงานที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ไฟพุ่งพล่าน ต้องการความสำเร็จแต่ขาดประสบการณ์ และมักไม่ฟังคำแนะนำของคนรุ่นก่อน ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารเป็นดั่งลมหายใจ ใจร้อน และมักมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง

ด้วยไลฟ์สไตล์แบบนี้ คน Gen-Y จึงถูกมองว่าเป็นวัยที่จ่ายตามใจตัวเอง มักมีปัญหาหนี้สินที่เกิดจากความต้องการ แต่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้คน GEN-Y มีการแสดงออกทางสังคมแบบนี้มาจาก คน Gen-Y เกิดมาในช่วงปี พ.ศ. 2523 -2540 มีอายุ 18 ถึง 35 ปี มาพร้อมกับยุคที่เศรษฐกิจกำลังกลับมาเฟื่องฟูและเกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มคน GEN ไหนๆ มาก่อน คนกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าเป็นพวกวัตถุนิยมไปโดยปริยาย เพราะนิสัยและค่านิยมของคนกลุ่มนี้จะแตกต่างกับคนรุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ เพราะเกิดมาในยุคที่มีความเจริญของเทคโนโลยี-อินเทอร์เน็ตเข้ามาอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวัน
คน GEN-Y มองการเงินอย่างไร

อย่างที่อธิบายลักษณะของคน GEN-Y ไปจะเห็นได้ว่าคน GEN-Y มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น หลายอย่างนั้นคือ การใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตอย่าง Social Media เป็นแขนขาเป็นอวัยวะอย่างหนึ่งของชีวิต ทำให้มีลักษณะการใช้ชีวิตที่คล่องตัวสูง รักอิสระ ใช้เงินเก่ง แต่ก็มีทัศนคติที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้รวยได้เร็วที่สุด และเป็นคนช่างเลือกมีมาตรฐานสูง ดังนั้น คน GEN Y ที่มีความรู้ในการลงทุนมักไม่ค่อยชอบเสี่ยง ไม่นิยมลงทุนทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูง แต่เลือกที่จะเก็บเป็นเงินสดไว้มากกว่า
คน GEN-Y วางแผนการเงินอย่างไร

มีหลายๆคนเป็นกังวลกับการใช้ชีวิตของคน GEN-Y ว่าในวัยเกษียณของคน GEN-Y เขาจะใช้ชีวิตอย่างไร เพราะด้วยสไตล์การใช้ชีวิตของคน GEN-Y ทำให้หลายคนๆมองว่าเขาไม่คิดถึงอนาคต ไม่เก็บออม ชอบทำให้ตัวเองมีหนี้สิน มีชีวิตตามกระแส แต่จริงๆแล้วคน GEN-Y เป็นคนที่อยู่กับเทคโนโลยี ความสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ได้ดี ด้วยความกระตือรือร้นรวมทั้งพลังที่มีอย่างเต็มเปี่ยม จึงทำให้คน GEN-Y เหมาะกับความสร้างสรรค์ และคน GEN-Y ก็มองถึงอนาคตของตัวเอง จะเห็นได้ว่าคน GEN-Y อยากที่จะมีอิสระทางการเงินด้วยการทำธุรกิจเป็นของนั่นเอง นั่นการันตีได้ว่าเขามีการวางแผนทางการเงินเสมอ เพียงแต่ว่าด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตจึงทำให้พวกเขารอบคอบในการใช้เงินสักหน่อยนั่นเอง
การเงินที่เหมาะกับคน GEN-Y

1. ควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วยการทำบันทึกรายรับรายจ่ายบนสมาร์ทโฟน โดย Application ต่างๆ เพื่อทำให้เรารู้สถานะทางการเงินของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา

2. วางแผนในการเคลียร์หนี้สินให้หมดสิ้นตั้งแต่วันที่เงินเดือนออก ทั้งค่าที่พัก ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดรถ หนี้บัตรเครดิต

3. เมื่อจ่ายหนี้สินต่างๆหมดแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือแบ่งเงินออม เพื่อที่จะสามารถนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายอื่นๆได้ ทางที่ดีถ้าสามารถวางแผนการออมเงินได้ จะเป็นแรงจูงใจอย่างดี เรียกง่ายๆว่าการตั้งเป้าหมาย เมื่อมีเป้าหมายก็ต้องมีการวางแผนการใช้เงินที่ชัดเจนขึ้น การออมส่วนใหญ่ที่แนะนำเช่น การลงทุนหุ้น ตราสารต่างๆ การออมเงินสด การเข้าโครงการออมเพื่อวัยเกษียณ เป็นต้น ที่สำคัญคืออย่าเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียวเพราะดอกเบี้ยนั้นไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อ แต่ควรนำเงินส่วนหนึ่งไปทำให้งอกเงยผ่านการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นบ้าง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้เร็วขึ้น

4. การวางแผนภาษี เพราะต้องเสียภาษีทุกคน ดังนั้นการวางแผนทางการเงินจะทำให้เรารู้ว่าการลงทุนใดสามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้บ้าง เช่น ความรู้ในการซื้อ LTF/RMF และประกันชีวิต ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนเพิ่มเติมได้
หากคน GEN-Y ต้องการที่จะปลดแอกให้ชีวิตเข้าสู่อิสระทางการเงินของตัวเองแล้ว คงจะมองเห็นว่าการใช้ไฟ พลังงานความคิดสร้างสรรค์ ความกล้า แปลกและแตกต่างนั้นสร้างผลงานดีๆ ให้ตัวเองมีความมั่นคงและความมั่งคั่งทางการเงินจากงานที่ทำงานที่รักแล้ว การวางแผนทางการเงินจะช่วยให้คุณก้าวไปสู่จุดนั้นได้ง่ายมากขึ้น เพราะความมีวินัย ระเบียบ ในการใช้เงินที่ได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี จะช่วยควบคุมการใช้ชีวิตของคน GEN-Y ให้มีสมดุลในชีวิตมากยิ่งขึ้นนั่นเอง แล้วเมื่อบวกกับเงินออมที่ลงทุนไปแล้ว อิสระในการใช้ชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เรียกได้ว่าความฝันที่จะมีอิสระที่แท้จริงอยู่ใกล้แค่เอื้อม เพียงเพิ่มคำว่า วินัย เท่านั้นนั่นเอง

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เที่ยวยังไงไม่ให้ถังแตก 6 สุดยอดเคล็ดลับคนงก

เดี๋ยวนี้การเดินทางไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางโดยเครื่องบินที่ราคาถูกลง แถมมีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจออกมาไม่ขาดสาย และอาจจะด้วยยุคสมัยที่คนมีความกล้าและต้องการจะเห็นโลกกว้างมากขึ้น ทำให้คนนิยมไปต่างประเทศกันตั้งแต่อายุยังน้อยๆ
สำหรับใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยว ไม่ว่าจะไปลุยเดี่ยว ไปกับแฟน เพื่อนซี้ หรือไปกับครอบครัว แต่อาจจะมีงบค่อนข้างจำกัด วันนี้เราขอแนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในการท่องเที่ยวได้อย่างไม่ยากเย็น แถมยังแฮปปี้กับทริปอีกต่างหาก มาดูกันเลยค่ะ
เที่ยวช่วงที่ไม่ใช่ ไฮ ซีซั่น
ทุกคนคงพอจะทราบว่า ช่วง ไฮ ซีซั่น คือช่วงฮอทฮิตที่คนนิยมไปเที่ยวกันในสถานที่นั้นๆ อย่างประเทศไทยก็ช่วงปลายปีจนถึงประมาณเดือนมีนาคม เพราะเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป ฝนไม่ค่อยตก ฉะนั้น ทั้งชาวต่างชาติและคนในประเทศจึงแห่กันไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ช่วงนี้
เหตุนี้จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ อัพราคาสินค้าและบริการของตนเองให้สูงขึ้นเพราะรู้ว่า ยังไงก็มีคนจ่ายแน่นอน สร้างกำไรมหาศาล อย่างโรงแรมที่ปกติมีราคาห้องธรรมดา 500 บาท อาจปรับราคาสูงถึง 1,000 บาทในช่วง ไฮ ซีซั่น ก็ได้
ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะประหยัดเงิน ก็ลองวางแผนไปเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่ ไฮ ซีซั่น จะดีกว่า รับรองว่าประหยัดเงินได้เยอะเลยล่ะ แถมยังคนไม่แออัดด้วย
ยืดหยุ่นกับการเลือกเที่ยวบิน

สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางทางอากาศ เราขอแนะนำให้ใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินอย่าง Kayak.com หรือ Cheaptickets.com เพราะเราจะได้เลือกดีลเที่ยวบินที่ถูกที่สุด กับสายการบินที่เราพอใจได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ ถ้าเป็นไปได้ให้ซื้อตั๋วแบบที่บินกลางสัปดาห์จะดีกว่าบินช่วงสุดสัปดาห์ และถ้าไปต่างประเทศอาจจะเลือกแบบที่เปลี่ยนเครื่อง 1-2 ที่ก่อนจะถึงปลายทาง ซึ่งสำหรับการเดินทางคนเดียวอาจจะดูเหมือนประหยัดได้ไม่มาก แต่ถ้าเดินทางพร้อมกันเป็นครอบครัว 3-5 คน จะเห็นได้ว่าประหยัดได้มากเลยล่ะค่ะ
ลืมโรงแรมดังไปได้เลย

ส่วนมากโรงแรมที่มีชื่อเสียงทั้งหลายมักมีค่าห้องที่แพงสุดๆ แต่ถ้าลองคิดดูให้ดีๆ เวลาเราไปเที่ยว เราไม่ได้ใช้เวลาทั้งวันอยู่ในโรงแรมเสียหน่อยใช่ไหมล่ะ? ยังไงเราก็ต้องอยากออกไปทำนั่นทำนี่ข้างนอกให้คุ้มกับที่มาเที่ยว ฉะนั้น เราจะจ่ายเงินหลายพันให้กับโรงแรมที่เราแค่ใช้เวลานอนไม่กี่ชั่วโมงทำไมล่ะ

ลองหันมาใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาค่าห้องโรงแรมอย่าง Agoda.com หรือ Expedia.com ที่จะช่วยแสดงรายการค่าที่พักโรงแรมในราคาพิเศษสุดๆ หรือจะใช้ Airbnb.com ที่เป็นแหล่งของผู้ปล่อยให้เช่าที่พักรายย่อย ที่มักมีราคาถูกและเราสามารถพูดคุยกับเจ้าของที่พักได้โดยตรงด้วย

หรือถ้าใครอยากจะสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นของสถานที่ที่จะไปเที่ยวจริงๆ ลองใช้เว็บไซต์ CouchSurfing.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้เราเป็นแขกในบ้านของคนในท้องถิ่นได้ฟรีๆ แถมยังทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนในท้องถิ่นจริงๆ เผลอๆ ได้ไกด์เที่ยวฟรีด้วยอีกต่างหาก
จองทัวร์ในวินาทีสุดท้าย

ปกติ เวลาเราจะเดินทางทางเครื่องบิน ตั๋วเครื่องบินจะแพงสุดๆ เวลาเราจะจองใกล้เดินทาง แต่รู้ไหมคะว่า พวกทัวร์ต่างๆ จะสามารถลดราคาค่าทัวร์ให้เราได้เยอะเลยถ้าเราไปจองในวินาทีสุดท้าย

อย่างสมมุติเราไปเมืองที่มีทะเล เวลาเขาจะออกเรือไปที่เกาะต่างๆ เขาก็คงไม่อยากให้เรือมีคนน้อยๆ ต่อรอบหรอก ฉะนั้น บริษัทพวกนี้จะยอมขายถูกลงหน่อย ขอแค่เราขึ้นเรือไปรอบนั้นด้วยให้เรือเต็มเท่านั้นเอง จากที่อาจต้องเสียเงินคนละ 400 บาท เราอาจได้จ่าย 300 บาท เป็นต้น
เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ

แทนที่จะนั่งแท็กซี่ตลอดทริป ลองนั่งรถประจำทางหรือรถไฟจะประหยัดกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเพราะแท็กซี่ต่างประเทศแพงสุดๆ ลองหาแผนที่ ศึกษาเส้นทางการเดินทางโดยการใช้ขนส่งสาธารณะดู ถ้างงๆ ก็ถามคนแถวนั้นดู หรือถามเจ้าหน้าที่ในที่พักของเราก็ได้

การเดินทางด้วยวิธีนี้ นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังทำให้เราได้เห็นสภาพวิถีชีวิตของคนในที่แห่งนั้นมากกว่า มีอะไรให้มองเยอะกว่า และอาจจะได้เพื่อนใหม่ง่ายๆ ด้วย
กินของท้องถิ่น

สำหรับคนที่ชอบลองทานอาหารหลากหลายชนิดข้อนี้คงทำได้สบายมาก ไม่ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหน ลองหาอาหารตามริมทางหรือในย่านที่ไม่ใช่ย่านนักท่องเที่ยวดู เพราะนั่นมักจะเป็นอาหารที่คนท้องถิ่นกินกันเป็นปกติ และมักมีราคาไม่แพง

อาหารเป็นสิ่งที่แสดงถึงวีถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น ถ้าอยากซึมซับความเป็นท้องถิ่นของที่ที่เราไป ถ้าเป็นต่างประเทศ ก็ควรทานอาหารของประเทศนั้น ไม่ใช่มัวมองหาร้านอาหารไทย อย่างนี้เป็นต้นค่ะ

การไปท่องเที่ยวให้ประหยัด ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเจอกับความลำบาก เพราะมันคือการใช้เงินอย่างชาญฉลาด โดยเลือกมองสิ่งที่อาจไม่ได้มอบความสะดวกสบายที่สุด ให้เป็นโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

แทนที่เราจะเสียเงินหลายพันหลายหมื่นที่เก็บออมไว้หลายเดือนกับทริปทริปเดียว สู้เอาเงินตรงนี้ไว้ใช้เที่ยวให้ได้หลายๆ ที่ดีกว่า หวังว่าทุกคนจะสามารถเอาเคล็ดลับการท่องเที่ยวแบบกระเป๋าไม่ฉีกที่ มาสิ แนะนำไปปรับใช้กับตัวเองในทริปครั้งหน้า แล้วอย่าลืมเปรียบเทียบบัตรสมาชิกโรงแรมเพื่อเปรียบเทียบส่วนลดเจ๋งๆ จากเราด้วยนะคะ!

8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ ‘ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน’

8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ ‘ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน’

8 สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณ ‘ใช้เงินเดือนไม่ชนเดือน’

หลายคนเคยสงสัยว่าเงินเดือนที่ได้หายไปไหนหมด??? หรือหาคำตอบไม่ได้เลยว่าเงินในบัญชีไม่เหลือเลยตอนสิ้นเดือนเพราะอะไร??? ยิ่งกว่านั้นคือคุณเริ่มคิดบ่อยขึ้นทุกทีว่า ‘เงินหายไปไหน?’ ถ้าคุณเป็นแบบที่เรากล่าวถึงในข้างต้นล่ะก็บอกได้เลยว่าสถานะทางการเงินของคุณมาถึงจุดอันตรายซะแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ เพราะใครๆก็คงคิดแบบนี้ก็ลองมาดูกันว่าคุณมีสัญญาณอันตรายด้านการเงินรึเปล่า

สัญญาณที่ 1 ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม

หลายๆคนคงอยากยินว่าตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นทุกคนก็อยากใช้เงินเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นด้วย แต่หากคุณสนใจแต่เฉพาะรายจ่ายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตล่ะก็ รายได้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและยังไม่สามารถเก็บออมเงินได้แน่นอน สิ่งที่คุณควรระวังคือพยายามรักษาระดับรายจ่ายของคุณให้คงที่อยู่เสมอในขณะที่อีกทางคือการเพิ่มรายได้จากทางอื่นๆถึงจะเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ!

สัญญาณที่ 2 ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง

หลายคนที่มีแก้ไขปัญหาทางการเงินไม่ได้มักเชื่อว่า ‘ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง’ ซึ่งบอกได้เลยว่านั่นเป็นหนึ่งในเส้นทางสู่ความล้มเหลวทางด้านการเงิน เพราะโดยทั่วไปพวกเขามักคิดถึงเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในวันนี้เช่น วันนี้อะไรคือเรื่องจำเป็น แต่ไม่ได้มีการวางแผนสำหรับอนาคตเพื่อเตรียมรับมือแต่อย่างใดเพราะเชื่อว่าในอนาคตก็จะหาทางออกได้เอง หากคุณคิดแบบนี้ขอให้ลองเปลี่ยนความคิดที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมด เช่นหากเราตัดสินใจใช้เงินตอนนี้แล้วในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อให้เราตัดสินใจอย่างดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง

สัญญาณที่ 3 ไม่เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ยังตอนนี้

ในวัยทำงานหลายคนใช้เงินหมดไปกับการซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ และคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องเริ่มออมเงิน แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปสำหรับการออมเงิน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากหรือน้อยขนาดไหนก็ตาม! เราขอแนะนำให้คุณเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ คนรวยหลายๆคนแนะนำว่าคุณควร ‘เก็บออม’ ก่อนนำเงินที่เหลือมาใช้ ใช้วิธีการนี้รับรองว่าคุณจะมีเงินเก็บจำนวนมากจนคุณคาดไม่ถึงเลย
TIP ลองใช้ Internet Banking เพื่อโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินเก็บที่เราแยกไว้อีกบัญชี แล้วคุณจะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการเก็บเงินอีกต่อไป

สัญญาณที่ 4 ไม่รู้ว่าใช้เงินซื้อจ่ายอะไรบ้าง

หลายคนคิดว่าตัวเองรู้ดีว่ารายได้มาจากที่ไหนแล้วใช้ซื้ออะไรไปบ้าง ทว่าในความเป็นจริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นแบบนั้น เพราะเกือบทุกคนจำได้เฉพาะรายจ่ายก้อนใหญ่ๆเท่านั้น แต่รายจ่ายเล็กๆต่างหากที่ทำให้รายได้ของเราหายไปแบบไม่รู้ตัวเลย

TIP ไอเดียง่ายๆที่จะช่วยให้คุณรู้ว่ารายจ่ายของคุณไปไหนก็คือ การเขียนบันทึกว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่และใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะซื้อของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ก็ตาม รับรองว่าแค่นี้คุณก็สามารถควบคุมรายจ่ายได้แล้ว

สัญญาณที่ 5 ไม่เคยตั้งงบรายจ่าย

คุณทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่! อย่าลืมจุดสำคัญอีกจุดเริ่มต้นของการเก็บออม นั่นก็คือการตั้งงบรายจ่าย การตั้งงบรายจ่ายให้ตรงกับความเป็นจริงและมีหลักฐานเพื่อตรวจเช็คได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จทางการเงิน ตั้งงบรายจ่ายและทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ บอกได้เลยว่าแค่นี้ก็เห็นความแตกต่างของเงินในบัญชีของคุณ แต่หากคุณตั้งงบประมาณไม่ดี ก็จะทำให้การใช้จ่ายของคุณเกิดรอยรั่วได้ง่าย

สัญญาณที่ 6 แยกไม่ออกระหว่าง ‘จำเป็น’ กับ ‘อยากได้’

การเก็บออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือ การจัดลำดับความสำคัญ คุณต้องแบ่งได้อะไรคือสิ่งที่คุณ ‘ต้องมี’, ‘มีก็ดี’ หรือ ‘ไม่มีก็ได้‘ ในการจ่ายของคุณแต่ละครั้ง หากคุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องร่ำรวยขึ้น คุณต้องยอมแลกกับความต้องการบางอย่างในตอนนี้ ถึงคุณจะไม่ชอบก็ตาม

TIP เขียนเป้าหมายทางการเงินของคุณให้ชัดเจน แล้วติดเป้าหมายไว้ในที่ๆคุณมองเห็นได้ชัด เพื่อที่จะอ่านเตือนใจให้ยึดมั่นกับแผนนี้อย่างสม่ำเสมอ

สัญญาณที่ 7 หนี้วันนี้ใช้วันหน้า

หลายคนในปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นหนี้กันทั่วหน้า ทำให้ดอกเบี้ยที่เป็นของแถมจากการเป็นหนี้นั้นพอกพูนจนกระทั่งไม่รู้จะชำระหนี้ยังไงดี และหลายคนที่ไม่รู้ว่าจะชดใช้หนี้เหล่านี้ยังไงก็เลือกที่จะปิดตาหนึ่งข้างโดยหวังว่าจะนำรายได้ที่มีมาใช้หนี้ทั้งหมดโดยไม่มีการออม ก่อนอื่นต้องแก้ไขโดยการใส่รายการชำระหนี้ที่ด้านบนสุดของเป้าหมายทางการเงินของคุณ และเมื่อมีรายได้เข้ามาต้องแบ่งเงินสำหรับการชำระหนี้ทุกครั้ง แค่นี้คุณก็สามารถปลดหนี้ได้เร็วขึ้นแล้ว

สัญญาณที่ 8 ไม่พลาดทุกเทรนด์

การซื้อสินค้าหากทำอย่างพอดี หรือซื้อเพราะความจำเป็นต่องานของคุณนั้นเป็นสิ่งที่คุณสมควรทำ แต่การซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่และเปลี่ยนรุ่นตลอดเวลาเพราะคิดว่าตัวเองต้อง ‘ตามเทรนด์’ ตลอดเวลานั้นสร้างความเสียหายทางทางการเงินได้ ดังนั้นก่อนซื้อทุกครั้งอย่าลืมคิดว่า ‘จำเป็น’ หรือแค่ ‘อยากได้’

การออมเงินไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินออมก่อน แต่เราต้องสร้างเงินออมขึ้นมาเอง เริ่มจากการเปลี่ยนสัญญาณอันตรายทั้ง 8 ข้อให้เป็นแนวคิดที่จะช่วยให้คุณมีเงินออมโดยที่คุณไม่ต้องอดหรือกดดันตัวเองจนเกินไป แล้วการออมเงินจะกลายเป็นหนทางสู่ความร่ำรวยในอนาคตโดยคุณเองไม่รู้ตัว!!!